ข้อมูลทั่วไป
 
ระบบงาน
 
หน่วยงาน
 
บริการข้อมูล & Link
 
--เชื่อมโยงเว็บไซต์--
 
การรับฟังความคิดเห็นของประชาชน
   

Web Design Factory
จำนวนผู้เยี่ยมชม

 

 
   


 ประวัติศาสตร์ 

ประวัติ 
แอ่งอรายธรรมในดินแดน หรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยมีที่ใหญ่ๆสองแห่งด้วยกัน
คือแอ่งโคราชซึ่งเป็นศูนย์แห่งอารยธรรมแห่งอีสานตอนใต้ และอีกแอ่งๆหนึ่งที่ถือว่าเป็นศูนย์รวมขนาดใหญ่
ของอีสานเหนือคือแอ่งสกลนครซึ่งในปัจจุบันมีพื้นที่ครอบคลุม 6 จังหวัด  ดังนี้คือ เลย อุดรธานี
สกลนคร นครพนม และมุกดาหาร
เมืองสกลนคร เป็นเมืองเก่าที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ดังปรากฎชื่อเมืองที่เปลี่ยนแปลงมา
ถึง 3 ชื่อ คือ เมืองหนองหารหลวง เมืองสกลทวาปี และเมืองสกลนคร หรือ จังหวัดสกลนครใน
ยุคปัจจุบันความเจริญรุ่งเรืองของสกลนคร เมื่อพิจารณาจากหลักฐานโบราณคดีและประวัติศาสตร์
กล่าวได้ว่าเป็นเมืองที่มีผู้คนเข้ามาอาศัยตั้งหลักแหล่งทำมาหากินมิได้ขาดสาย นับตั้งแต่ยุควัฒนธรรมบ้านเชียง 
สมัยลพบุรี สมัยล้านช้าง และสมัยรัตนโกสินทร์ การปรับตัวของคนกลุ่มต่าง ๆ ให้เข้ากับ
สภาพแวดล้อมทำให้เกิดวัฒนธรรมและเหลือหลักฐานไว้เป็นมรดกตกทอด ทั้งในด้านโบราณสถาน
โบราณ โบราณวัตถุรวมทั้งประเพณี ความเชื่อมากมาย สืบทอดมาจนทุกวันนี้สกลนครจึงเป็นที่มี
มรดกทางวัฒนธรรมโดดเด่น จนเรียกดินแดนแห่งนี้ว่า "อู่อารยธรรมในแอ่งสกลนคร"
ปัจจัยที่ทำให้สกลนครเป็นที่รวมของผู้คนในอดีต คือ ความเหมาะสมของสภาพแวดล้อม
ทรัพยากรธรรมชาติ และเส้นทางคมนาคมทั่งภายในและภายนอก เอื้ออำนวยต่อการดำรงชีวิตทั้งยัง
มีความปลอดภัย ดังจะเห็นได้จากที่เทือกเขาภูพานเป็นขอบแอ่งกะทะเป็นแนวยาว นับจากอุบลราชธานี
มุกดาหาร สกลนคร อุดรธานี และ กาฬสินธ ์
เทือกเขาภูพานจึงเป็นแหล่งที่เหมาะจะใช้เป็นที่พึ่งพาอาศัยในการหลบซ่อนตัวเพื่อความปลอดภัย
และมีแหล่งอาหารทั้งพืชและสัตว์อุดมสมบูรณ์รวมทั้งมีแร่ธาตุธรรมชาติ เช่น แร่เหล็กซึ่งนำมาหลอมหล่อ
เป็นเครื่องมือเครื่องใช้และอาวุธ จึงก่อให้เกิดพิธีกรรมตามลัทธิความเชื่อในบริเวณเทือกเขาภูพาน
มีการค้นพบแหล่งโบราณคดีเป็นจำนวนมาก แสดงถึงการมีชุมชนเกิดขึ้นมานานนับพันปีมาแล้ว
และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เทือกเขาภูพานยังมีความสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ เป็นแหล่งต้นน้ำ
หรือแหล่งกำเนิดลุ่มน้ำหลายสาย
ลำน้ำอูน ซึ่งมีต้นน้ำอยู่ในหุบเขาภูพานในเขตอำเภอกุดบาก ไหลลงออกจากหุบเขามาทาง
อำเภอวาริชภูมิ ไปยังเขตอำเภออากาศอำนวย อำเภอนาหว้า และออกไปบรรจบกับแม่น้ำสงครามใน
เขตอำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม ในส่วนที่ไหลผ่านอำเภออากาศอำนวย อำเภอนาหว้า และ
อำเภอศรีสงคราม เป็นแหล่งชุมชนที่สำคัญทั้งในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ และยุคอิทธิพลล้านช้างใน
พุทธศตวรรษที่ 21 - 23
ลำน้ำพุง มีต้นน้ำเกิดจากเทือกเขาทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ บริเวณหุบเขา ต้นลำน้ำพุง เช่น
บ้านนาผาง ตำบลปลาซิวเป็นแหล่งชุมชนสำคัญก่อนประวัติศาสตร์และยุคเหล็ก มีภาพสลักรูปคน
รูปสัตว์ เช่น ควายและสัญลักษณ์อีกมากมายลงในผาหิน
ส่วนลำน้ำก่ำ ซึ่งมีต้นกำเนิดจากเทือกเขาภูพานไหลลงสู่หนองหาร อันเป็นส่วนหนึ่งของ
ที่ตั้งเมืองหนองหารหลวงนั้น นับเป็นแหล่งชุมชนโบราณที่สำคัญในสมัยลพบุรีพุทธศตวรรษที่ 16 - 18
ดังนั้น ในเขตลุ่มน้ำสงครามตอนบน มีชุมชนเกิดขึ้นมานานนับแต่สมัยประวัติศาสตร์
ด้วยสภาพภูมิศาสตร์และสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการดำรงชีวิต ทั้งในส่วนเทือกเขา
และที่ราบในแอ่งสกลนคร จึงทำให้สกลนครเป็นแหล่งชุมชนมาช้านานก่อให้เกิดยุคสมัยของ
วัฒนธรรมต่อเนื่องกันมากตั้งแต่โบราณกาลจวบจนปัจจุบัน

สกลนครก่อนประวัติศาสตร์
หลักฐานการขุดค้นทางโบราณคดีในช่วงสมัยหิน เข้าสู่ยุคสำริด - เหล็ก ในแอ่งสกลนครมีศูนย์กลาง
ที่บ้านเชียง บ้านนาดี อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี ซึ่งนักโบราณคดีได้ขุดค้นระหว่าง พ.ศ. 2533 - 2524
พบว่าโครงกระดูกของคนยุคก่อน ประวัติศาสตร์เหล่านี้ มีอายุระหว่าง 32000 - 1000 ปี ก่อนพุทธศักราช
ซึ่งถือว่าเป็นชุมชนที่เก่าแก่ที่สุดในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ความโดดเด่นของแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง คือการขุดพบหลักฐานเครื่องใช้ในการดำรงชีวิตอันได้แก่ภาชนะเครื่องปั้นดินเผาเนื้อหยาบหลายลักษณะ
มีทั้งชนิดผิวเรียบ ผิวหยาบ ลายขูดขีด ลายเชือกทาบและชนิดเขียนสี ซึ่งถือว่าเป็นภาชนะที่ใช้ใส่อาหาร
ให้ผู้ตายในพิธีกรรมฝังศพ นอกจากนี้ยังพบเครื่องมือ เครื่องใช้ที่เปลี่ยนจากการใช้หิน มาเป็นเครื่องมือ
โลหะทองแดง และดีบุก ในเบ้าหลอม

ความเจริญที่เรียกว่าวัฒนธรรมบ้านเชียงนั้น เกิดในชุมชนระดับหมู่บ้าน ซึ่งมีเครือข่ายสัมพันธ์
กันกับหลายแห่ง ในดินแดนภาคอีสานและยังมีการติดต่อกับชุมชนในเขตยูนนานทางตอนใต้ของจีน
และเวียดนาม ซึ่งมีความรู้ในเรื่องโลหะวิทยาเป็นอย่างดีจึงทำให้ชุมชนเหล่านี้สามารถผลิต และ
พัฒนาการสำริด - เหล็ก ร่วมสมัยกัน แต่ชุมชนเล็ก ๆ หมู่บ้านเชียงไม่อาจพัฒนาการผลิตสำริด - เหล็ก
ให้เป็นอุตสาหกรรมได้เพราะประชากรน้อยและยังเป็นสังคมเกษตรกรรม จึงทำให้การผลิตโลหะ
เป็นเพียงเพื่อ การใช้ในครัวเรือนหรือชุมชนของตนเท่านั้น

ในช่วงระยะเวลาต่อมาอีกประมาณ 500 ปี คือ ราว 2500 ปี ก่อนพุทธศักราชศูนย์กลางการ
ผลิต ซึ่งเน้นเรื่องเหล็กและการผลิตเกลือได้เกิดขึ้นในบริเวณ แอ่งโคราชและลุ่มน้ำสงครามแถบ
สกลนคร ทำให้ผู้คนในชุมชนบ้านเชียงเคลื่อนย้าย ส่วนหนึ่งไปสู่แอ่งโคราช และส่วนหนึ่งเคลื่อน
ย้ายไปอยู่บริเวณลุ่มน้ำระหว่งห้วยยาม กับห้วยปลาหาง ในเขตบ้านสร้างดู่ บ้านโนนเรือ
บ้านดอนเขือง ในเขตอำเภอสว่างแดนดินและในเวลาต่อมาก็กระจายเข้าสู่พื้นที่รอบ ๆ บริเวณ
หนองหารหลวงสกลนคร ดังปรากฎหลักฐานภาชนะเครื่องปั้นดินเผา เป็นรูปแบบวัฒนธรรมบ้านเชียง
ตอนปลาย ในหมู่บ้านหลายแห่งรอบ ๆ หนองหารสกลนคร

 ยุคสำริด - เหล็ก ในสกลนคร
ในช่วงเวลา 3000 ปี จนถึง 2500 ปี ก่อนพุทธศักราช มีผู้คนอพยพเคลื่อนย้ายลงมาจากจีน
ตอนใต้แถบยูนนาน และเวียดนามตอนเหนือ เข้ามาในแอ่งสกลนครและแอ่งโคราช ทำให้ประชากร
ในภาคอีสานเพิ่มขึ้นอย่างมาก เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นนับตั้งแต่ราชวงศ์ฮั่นเป็นต้นมา ประกอบกับ
การเคลื่อนย้ายของผู้คนบางส่วนที่ไป มาหาสู่กันระหว่างแอ่งโคราชและแอ่งสกลนคร ทำให้อุตสห-
กรรมการผลิตเหล็กเจริญรุ่งเรืองขึ้นมากกว่าการผลิตสำริด ซึ่งพบหลักฐานไม่มากนัก ในเขต
บ้านเชียง การเคลื่อนย้ายของผู้คนเข้าสู่แหล่งทรัพยากรแร่เหล็ก ตามเขตลุ่มน้ำสงครามตอนบน
ทำให้พบแหล่งผลิต และชุมชนที่อาศัยเครืองมือเหล็กหลายแห่ง ในเขตจังหวัดสกลนคร ซึ่งพบ
หลักฐานเป็นเครื่องมือและอาวุธเหล็กจำนวนมากที่บ้านใหม่พัฒนาตำบลสร้างค้อ กิ่งอำเภอภูพาน
ในเขตบ้านหนองสะไน ตำบลนาม่วง อำเภอกุดบาก มีทำเลอยู่ในหุบเขาต้นกำเนิดลำน้ำอูน
ทั้งยังมีผู้พบโครงกระดูกมนุษย์ เครื่องประดับสำริด ลูกปัดแก้ว เครื่องมือเหล็ก ภาชนะเขียนสีบ้าง
เล็กน้อย และภาชนะลายเชือกทาบที่ชุบน้ำโคลนสีแดงเป็นส่วนใหญ่ถือได้ว่าเป็นยุคเหล็ก
ตอนปลายแล้ว

จากการศึกษาของ รศ.ศรีศักร วัลลิโภดม และ ดร.พรชัย สุจิต พบว่าอุตสาหกรรมเหล็กนั้น
เริ่มขึ้นราว 2400 ปี ก่อนพุทธศักราช ส่วนการผลิตอุตสาหกรรมเกลือเกิดขึ้นในราว 2000 ปี
ก่อนพุทธศักราช

ผลการเปลี่ยนแปลงทางการผลิต โดยเฉพาะการถลุงเหล็ก และการผลิตเกลือซึ่งต้อง
ใช้กำลังคนทำงานร่วมกัน ทำให้ชุมชนมีขนาดใหญ่ มีผู้คนหนาแน่น จึงมีความจำเป็นที่จะต้อง
สร้างคูน้ำและคันดินล้อมรอบชุมชนเพื่อจะกักเก็บน้ำไว้ใช้อุปโภคในฤดูแล้ง นอกจากนี้คูน้ำ
และคันดินยังช่วยในการป้องกันการบุกรุกของฝ่ายศัตรูอีกด้วย

แหล่งโบราณคดียุคเหล็กที่สำคัญอีกแหล่งหนึ่งคือ บริเวณบ้านพาน ตำบลขมิ้น
อำเภอเมืองสกลนครบริเวณนี้ตั้งอยู่บนที่ดอนสูงมีถนนสานอุดร - สกลนครตัดผ่านบ้านพาน
พัฒนาไปยังบ้านพังขว้างและบ้านธาตุ เข้าสู่ตัวเมืองหนองหารสกลนครเป้นเนินขนาด
3 x 1.5 ตารางกิโลเมตร รอบ ๆ เนินเป็นที่ราบลุ่มมีแม่น้ำหลายสายไหลจากเทือกเขาภูพาน
คือลำห้วยปลาเข้ง และลำห้วยนาคอง ซึ่งเป็นสาขาของลำน้ำอูนในบริเวณนี้ พบภาชนะลาย
เชือกทาบขนาดเล็กและใหญ่ ลูกกลิ้งประทับลวดลายดินเผาลูกปัดแก้ว เครื่องประดับสำริด
ภาชนะดินเผาเคลือบแกร่ง และเครื่องมือเหล็กชนิดต่าง ๆ จำนวนมาก ถือว่าเป็นสมัยยุคเหล็ก
ตอยปลายเชื่อมต่อสมัยมวารวดี

สมัยยุคเหล็กเป็นช่วงที่ชุมชนอาศัยพื้นที่ราบทำการเกษตรกรรม ปลูกข้าวเลี้ยงสัตว์ไว้
ใช้งาน และแม้ว่าชุมชนเหล่านี้จะอาศัยที่ราบทำการเพาะปลูก แต่ด้วยระบบความเชื่อและเพื่อ
ความปลอดภัย ทำให้เกิดชุมชนในที่สูงตามบริเวณเทือกเขาภูพานเกิดศิลปะถ้ำที่มีทั้ง
การขีดเขียนหรือการเซาะร่องลงในแผ่นหินทราบ และภาพเขียนสีตามเพิงผาอย่างเช่น
ภาพสลักผาหินที่ถ้ำผาลาย ภูผายนต์ ในเขตบ้านนาผาง ตำบลกกปลาซิว นับเป็นแหล่งภาพ
สลักหินที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ถ้ำพระด่านแร้ง ในเขตบ้านห้วยหวด ตำบลจันทร์เพ็ญ
อำเภอเต่างอยและภาพเขียนสีที่ถ้ำผักหวาน บ้านภูตะคาม ตำบลท่าศิลา อำเภอส่องดาว
แหล่งโบราณคดีเหล่านี้ล้วนอยู่ในเทือกเขาภูพานทั้งสิ้น

ยุคเหล็กจึงเป็นยุคสำคัญเป็นรากฐานของการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตชุมชนเข้าสู่การผลิต
เครื่องมือเหล็กที่มีคุณภาพคงทนกว่าสำริดและสามารถหาทรัพยากรธรรมชาติโดยง่ายบริเวณเทือก
เขาภูผาเหล็กซึ่งเป็นแหล่งชุมชนที่เชื่อมต่อวัฒนธรรมบ้านเชียงและเป็นคำตอบว่า เหตุใดจึงเกิดการ
กระจายตัวของชุมชน จากบ้านเชียงเข้าสู่เทือกเขาภูพานแถบสกลนคร
มนุษย์มีความเชื่ออันเกิดจากศรัทธามาเป็นเวลาช้านานมาทุกยุคทุกสมัย ศิลปะถ้ำ
อันเกิดจากชุมชนยุคก่อนประวัติศาสตร์ ก่อนที่พุทธศาสนาเข้ามาอาจเชื่อ ในระบบภูติผี
วิญญาณ ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว และคติแห่งการเกิดความอุดมสมบูรณ์ของเผ่าพันธ์
และพืชพันธุ์ธัญญาหาร สิ่งเหล่านี้จึงปรากฎในศิลปะถ้ำ เพียงแต่ขาดการศึกษาในระดับลึก
เท่านั้น เมื่อมนุษย์กลุ่มใหม่เข้ามาพบเห็นภาพศิลปะ ก็อาจจินตนาการรจนาเรื่องราว
ให้สอดคล้องกับความเชื่อของตน จึงมีการเล่าขานกันต่อกันมาเป็นวรรณกรรมมุขปาถะและ
วรรณกรรมลายลักษณ์ขึ้น เรื่องอันเกี่ยวกับภูผายนต์นี้ชาวบ้านเชื่อว่า เป็นที่อยู่ผีที่ให้คุณ
ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับเรื่องนิทานเจ้าตนผู้วิเศษ ของชาวผู้ไทยเมืองวัง ที่ได้อพยพมาตั้งหลัก
แหล่งที่กุดสิมนารายณ์และบ้านพรรณานิคม เมื่อ พ.ศ. 2387 ซึ่งภายหลังเชื่อว่า เจ้าตนผู้วิเศษ
ได้เข้าสิงสู่ผู้หญิงในหมู่บ้านนางผู้นั้นจึงได้ชื่อว่านางเทียม ผู้คนทั้งหลายไม่เรียกว่าเจ้าตนผู้วิเศษ
แต่เรียกว่าเจ้าถลาเจ้าผู้ข้า เจ้าภูเขากล้า เจ้าฟ้ามุงเมือง แต่คนทั่วไปเรียกสั้น ๆ ว่าถลาหรือมเหสักข์
อันเป็นชื่อทรงเกียรติ
เมื่อเจ้าถลาเข้าทรงเป็นนางเทียมแล้ว ชาวบ้านเมืองจึงได้สร้างหอประดับประดาด้วย เครื่อง
อุปโภคบริโภค แต่งเครื่องสักการะนำไปอัญเชิญองค์มเหสักข์ที่วังสามหมอให้เสด็จมาประทับที่
หอนั้นและเรียกว่าหอมเหสักข์ เพื่อดูแลคุ้มครองผู้นับถือกลายเป็นประเพณี บูชามเหสักข์มา
จนทุกวันนี้

  การผลิตเกลือสมัยก่อนประวัติศาสตร
แหล่งทรัพยากรธรรมชาติเหล็ก เป็นปัจจัยสำคัญดึงดูดผู้คนให้เคลื่อนย้ายเข้าสู่บริเวณ
สกลนคร และเกิดการเปลี่ยนแปลงขนาดของชุมชนหมู่บ้านมาตั้งแต่สมัยโบราณในราว 300 ปี
ก่อนพุทธสศักราชมาแล้ว ในเวลาต่อมาทรัพยากรธรรมชาติอีอย่างหนึ่งที่ดึงดูดประชากรให้
เข้ามาทำอุตสาหกรรม นับต่อเนื่องจากสมัยการผลิตเครื่องมือเครื่องใช้ เหล็กคือ  เกลือ
ซึ่งเป็นสิ่งทีทจำเป็นต่อการดำรงชีวิต และบางแห่งเท่านั้นที่เป็นชั้นเกลืออยู่ใต้ดินจำนวนมากๆ
มิได้พบทั่วไปในภาคอีสาน

การสำรวจของนักโบราณคดีในช่วง พ.ศ 2538-2539 พบว่าบริเวณระหว่างพื้นที่ใน
เขตที่ลำน้ำยามไหลลงลำน้ำสงคราม และน้ำอูน ในเขตเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม  และ
อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร มีโพนเกลือซึ่งเกิดจากการทับถมภาชนะดินเผาต้ม-
เกลือกองสุมกัน เป็นโพนขนาดใหญ่ถึง 9 แห่ง สภาพพื้นที่เหล่านี้เป็นพื้นที่ดินเค็มจัด
บางแห่งมีน้ำเกลือใต้ดินพุขึ้นมาแต่ในปัจจุบันชาวบ้านยังได้ตักน้ำเกลือไปต้มผลิตเกลือขาย
เป็นรายได้ในช่วงฤดูแล้ง

แหล่งโพนเกลือทั้ง 9 แห่ง คือที่วัดโนนสวรรค์ บ้านเม่นใหญ่ ตำบลอากาศ
อำเภออากาศอำนวยจังหวัดสกลนคร ที่สำนักสงฆ์โพนช้างขสวสันติธรรม เนินดินแห่งนี้
อยู่ห่างจากวัดโนนสวรรค์มาทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 1 -2 ก.ม. ที่โนนส้มโฮง
บ้านท่าเรือ ตำบลท่าเรือ อำเภอนาหว้า จังหวัดคนรพนม ที่โพนแต้ บ้านท่าเรือ
ตำบลท่าเรือ อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม ที่โพนกอก บ้านท่าเรือ ทำเภอนาหว้า
จังหวัดนครพนม ที่โพนตุ่น บ้านบะหว้า ตำบลท่าเรือ อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม
ที่โนนจุลณี บ้านบะหว้า ตำบลท่าเรือ อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม ที่วัดโพธ์เครือ 
บ้านเสี่ยว ตำบลบ้านเสี่ยว อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม ที่สำนักสงฆ์ร้างโนนหัวแข้-
สันติธรรม บ้านเสี่ยว อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม 

แม้ว่าการพบโพนดินขนาดใหญ่ทั้ง 9 แห่ง ซึ่งเกิดจากภาชนะเครื่องปั้นดินเผาที่
คาดว่าจะเป็นภาชนะต้มเหลือด้วยความร้อนจนร้าวเมื่อน้ำเกลืองวดแห้งจึงต้องทิ้งเป็นภาชนะ
กองเป็นเนินดินก็ตาม แต่ปัจจุบันเนินดินแห่งนี้ยังไม่ได้รับการพิสูจน์จากนักโบราณคดี
นักธรณีวิทยาแต่อย่างใด
อย่างไรก็กีนักโบราณคดี เชื่อว่าเศษภาชนะลายเชือกทาบแบบบ้านเชียงตอนปลายที่พบ
ในบริเวณนี้ จะเป็นหลักฐานสำคัญที่พอจะอนุมาณได้ว่าบริเวณนี้ น่าจะเป็นชุมชนโบราณ
ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ประกอบกับเศษภาชนะ ซึ่งเป็ฯส่วนหนึ่งของหม้อบรรจุเกลือที่พบ
แสดงหลักฐานกรรมวิธีในการต้มเกลือ เช่นเดียวกับที่พบในแอ่งโคราชที่ผลิตเกลือส่งออกจำหน่าย
ในชุมชนเขมรโบราณอาณาจักรเจนละบก ไม่แตกต่าง จากเกลือจากแอ่งโคราชซึ่งมีผลิตส่งไปขาย
อาณาจักรเขมรตลอดมาจนถึงสมัยทวารวดีและสมัยลพบุรี

  สกลนครสมัยทวารวดี
วัฒนธรรมทวารวดี เป็นวัฒนธรรมที่ได้รับจากการติดต่อกับอินเดีย แล้วพัฒนาการ
ขึ้นเป็นบ้านเมือง ในดินแดนประเทศไทยตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 12 เป็นต้นมาโดยที่บ้านเมืองเหล่านี้
เคยเป็นชุมชนที่มีวัฒนธรรมดั้งเดิม ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ มาแล้วเป็นส่วนใหญ่
จากหลักฐานโบราณคดี สามารถยืนยันได้ว่า ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 12 - 16
บ้านเมืองในภาคอีสานได้เจริญขึ้นเต็มที่แล้ว โดยได้รับอารายธรรมด้านศาสนาการปกครอง
ตลอดจนระเพณีบางอย่างจากอินเดีย แพร่หลายผ่านญวนและเขมรขึ้นไปตามลำน้ำโขงทางหนึ่ง
และอีกทางหนึ่งผ่านภาคกลางที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ามายังภาคอีสานอีก 2 เส้นทาง คือ
ผ่านช่องเขาในเขตเทือกเขาเพชรบูรณ์ ละแวกลำนารายณ์ชัยบาดาลเข้าสู่ลำน้ำมูล ลำน้ำชีทำให้
อิทธิพลทวารวดีแพร่ไปยังเขตชัยภูมิ ขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ และสกลนคร  อีกเส้น
ทางหนึ่งผ่านไปทางช่องเขาพนมดงรักด้านตาพระยาอรัญประเทศเข้าสู่ลำน้ำมูลด้านจังหวัดบุรีรัมย์

เนื่องจากในช่วงที่อิทธิพลทวารวดีเผยแพร่เข้ามาในประเทศไทยนั้น ในช่วงตั้งแต่พุทธ-
ศตวรรษที่ 15-16 อิทธิพลขอมศิลปะแบบลพบุรีก็เผยแพร่เข้ามาด้วยจึงทำให้ศิลปกรรมแบบ
ทวารวดีได้รับอิทธิพลขอมไปด้วย โดยแสดงในอิทธิพลการนับถือพุทธศาสนาลัทธิมหายาน

ในด้านประวัติศาสตร์ศิลปะมีความเห็นจากหลักฐานโบราณวัตถุที่พบโดยแข่งออกเป็น
3 แบบ คืออย่างแรก ราวพุทธศตวรรษที่ 11-13 ศิลปะทวารวดี ได้รับอิทธิพบศิลปะแบบ
คุปตะและหลังคุปตะในอินเดีย รูปแบบที่สอง ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 13-16 พุทธศาสนาม-
หายานได้เผยแพร่เข้าไปในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประติมากรรมรุปเคารพจึงเป็นคติมาหายาน มีการขุดพบรูปพระโพธิสัตว์ได้จำนวนมาก ในข้อสุดท้ายระหว่างพุทธศตวรรษที่ 15-18
ศิลปะทวารวดีได้รับอิทธิพลเขมรโบราณแบบปาปวน อย่างไรก็ดีรูปแบบศิลปะดังกล่าวยังผสมผสาน
กับศิลปะท้องถิ่นเช่น รูปแบบเสมาหินในภาคอีสาน ซึ่งกลายเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นไป

หลักฐานทางโบราณคดี สมัยทวารวดีในเขตสกลนคร มีหลายแห่งตามบริเวณเทือก
เขาภูพาน ที่ถูถ้ำพระบ้านหนองสะไนอำเภอกุดบาก พระพุทธรูปดินดิบพิจารณาพุทธลักษณะ
เป็นพระพุทธรูปสมัยทวารวดี มีพระพุทธไสยาสน์ สมัยทวารวดี แกะสลักที่หน้าผาหินทราย
ส่วนหนึ่งของเทือกเขาภูพาน ในบริเวณวัดเชิงดอยเทพรัตน์บ้านม่วง และในเขตรอบ  ๆ
หนองหารหลวงพบพระพุทธรูปทวารวดี ปางสมาธิมารวิชัย ที่วัดมหาพรหมเทโวโพธิราช
ริมหนองหาร บริเวณนี้นับเป็นชุมชนเก่าที่มีผู้อยุ่อาศัยต่อเนื่องกันมาโดยตลอดนับจากสมัยทวารวดี
สมัยลพบุรีและสมัยล้านช้าง นับเป็นแหล่งโบราณคดีที่สำคัญนอกจากมีหลักฐานพระพุทธรูป
แล้วยังปรากฏเสมาหิน 8 ทิศ ปักที่เนินดินแสดงเขตพิธีกรรม

แหล่งที่พบเสมาหินในสกลนคร มีจำนวนหลายแห่ง เช่น บริเวณวัดพระธาตุเชิงชุม
บริเวณโพนดอนหินบ้านผักขะย่า ตำบลขมิ้น ในเขตลำน้ำอูน และในเขตวัดดอนกรรม  บ้านพันนา
อำเภอสว่างแดนดินเป็นที่น่าสังเกตว่า ในบริเวณรอบ ๆ หนองหารพบเสมาหินจำนวนมาก เสมาหิน

บางหลักบ่งบอกว่าเป็นเสมาหินสมัยทวารวดี ตอนปลาย ทั้งนี้โดยสังเกตลวดลายใบไม้ประดับ
หม้อน้ำแกนกลางองค์สถูป มีลวดลายวิจิตรพิศดารมากขึ้นกว่าเดิม
รศ. ศรีศักร วัลลิโภดม นักโบราณคดีผู้ศึกษาเรื่องเสมาหิน มีความเห็นว่าเสมาหินวัฒนธรรม
สมัยทวารวดี ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือทำหน้าที่ 3 อย่างคือ กำหนดเขตศักดิ์สิทธิ์โดยล้อมรอบเขต
พิธีกรรมในพุทธศาสนา สร้างขึ้นเพื่อเป็นพุทธบูชาแล้ว นำไปปักไว้ในเขตตศักดิ์สิทธิ์  โดยล้อมรอบเขต
พิธีกรรมของพุทธศาสนาและสร้างเสมาหินขนาดใหญ่ ทำหน้าที่แทนพระสถูปเจดีย์

อย่างไรก็ดี การสร้างเสมาหินล้อมรอบเขตศักดิ์ในพุทธศาสนา ได้ขยายหน้าที่เป็นการปักล้อมรอบ
เขตโบราณสถานแม้ในสมัยลพบุรี รูปแบบเสมาหินในแถบสกลนครมีขนาดไม่สูงนัก แกนกลางสลักเป็น
รูปพระสถูปมีหน้าน้ำแสดงความอุดมสมบูรณ์นอกจากจะพบเสมาหินแบบดังกล่าวในเขตสกลนครแล้วยัง
พบในเขตธาตุพนม
การพบเสมาหินจำนวนมากในชุมชนขนาดใหญ่แสดงให้เห็นว่า การตั้งเป็นบ้านเมืองได้เริ่มแล้วใน
สกลนคร ในยุคทวารวดีประมาณ 1000 ปีก่อนพุทธศักราช ก่อนที่จะเป็นบ้านเมืองขนาดใหญ่ ใน
พุทธศตวรรษที่ 15 -16 โดยอิทธิพลขอม

 สกลนครในสมัยลพบุร
เป็นที่ทราบโดยหลักฐานทางโบราณคดีว่า ดินแดนภาคอีสานมีความสัมพันธ์กับอาณาจักรขอม
อย่างมากในช่วงพุทธศตวรรษที่ 16-18 ทำให้มีการรับวัฒนธรรมแบบขอมทั้งในด้านอำนาจการเมือง
เศรษฐกิจ สังคมและศาสนา โดยเฉพาะในพุทธศตวรรษที่ 16 เมืองลพบุรีเป็นศุนย์กลางอำนาจ
ที่สำคัญส่งผลให้บ้านเมือง ในภาคอีสานมีรูปแบบศิลปะขอมตามแบบอย่างในลพบุรี จึงมีผู้เรียก
อิทธิพลขอมในภาคอีสานว่า ศิละปะขอมนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ผู้คนในชุมชนอีสานมีความสัมพันธ์กับชุมชนในอานาจักรขอมโบราณมานานแล้ว
นับแต่พุทธศตวรรษที่ 12 เมื่อชุมชนในภาคอีสานได้รับอิทธิพลทวารวดีก็รับอิทธิพลขอมมากด้วย และ
ทั้งทวารวดีและขอมต่างก็ส่งอิทธิพลให้กันและกันมาโดยตลอดส่วนหนึ่งเกิดจากการผลิตเกลือในบริเวณ
แอ่งโคราชนำไปขายในดินแดนที่เรียกว่า "เจนละบก"

การขายอิทธิพลทางการเมืองของเขมรนับจากพุทธศตวรรษที่ 16 เป็นต้นไปขยายไปเป็นบริเวณ
กว้างขวางในภาคอีสานและภาคกลางของประเทศไทยดังปรากฏมีโบราณวัตถุโบราณสถานที่แสดงให้เห็น
ถึงการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมที่ลุ่มน้ำมุลและลุ่มแม่น้ำโขง เกิดการพัฒนาจากชุมชนเป็น
บ้านเมืองแตกต่างไปจากสมัยทวารวดี

ในขณะที่ชุมชนขยายใหญ่ขึ้น ปัญหาก็ตามมาโดยเฉพาะแหล่งน้ำ ขอมจึงนำเทคโนโลยี
การกักเก็บน้ำมาแก้ปัญหา โดยขยายชุมชนขึ้นสุ่ที่สูงตามไหล่เขา แล้วขุดอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่เพื่อรับน้ำ
จากที่สูงหรือเมื่อน้ำไหลท่วมท้นก็กักเก็บน้ำไว้ใช้ โดยการปล่อยน้ำให้ชุมชนทำการปล่อยน้ำให้ชุมชนทำ
การเกษตรได้ การใช้เทคโนโลยีดังกล่าวจะทำให้ได้ผลต้องอาศัยศาสนสถานเป็นเครื่องเหนี่ยวนำดังเหตุนี้
ขอมจึงนิยมสร้างศาสนสถานอันเป็นศูนย์กลาง การปกครองให้คนอยู่รอบ ๆ ที่ไหนมีปราสาท ที่นั่นมี
อ่างเก็บน้ำใช้ในการอุปโภคบริโภคและแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร นับเป็นเทคโนโลยีสูงสุดในยุคนั้น
นอกจากการสร้างปราสาทเป็นศาสนสถาน เพื่อบูชาเทพเจ้าตามลัทธิพราหมณ์หรือพุทธ-
ศาสนามหายานแล้วการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น แสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาของขอมคือการสร้างโรงพยาบาล
ที่เรียกว่า อโรคยศาลตามริมทางเป็นระยะในรูปแบบปราสาทหรือกู่เพื่อให้ประชาชนผู้เจ็บป่วยรักษา
กับแพทย์ผู้ชำนาญการ จึงนับว่าขอมเป็นผู้สร้างอารยธรรมแบบชุมชนเมืองให้เกิดขึ้นในภาคอีสาน
สกลนคร หรือ เมืองหนองหารหลวงถือว่าเป็นเมืองที่ได้รับอิทธิพลขอมเต็มที่ดังปรากฏ
หลักฐานทางโบราณคดีและจารึกอักษรขอมหลายแห่ง นอกจากนี้ยังมีตำนานบ้านเมืองที่กล่าวอ้างถึง
พญาขอมผู้ตั้งเมืองแห่งนี้ จึงนับว่าเป็นเมืองที่มีหลักฐานมากที่สุดในเขตอีสานตอนบน นับจากตัวเมือง
ที่สามารถเห็นได้จากภาพถ่ายทางอากาศเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส มีคูเมือง  2 ชั้น เลียบขนานกัน
ไปจรดหนองหารหลวง แต่สภาพคูเมืองในปัจจุบันถูกบุกรุกทำลายเปลี่ยนแปลงเป็นถนนและบ้านเรือน
ราษฏรจนเกือบไม่เหลือหลักฐานไว้ให้ศึกษา

ในด้านศาสนสถาน สกลนครมีศาสนาสถานทั้งที่เป็นปราสาท พระธาตุ หลักศิลาจารึก
หลายแห่ง แบ่งบอกให้เห็นถึงความเคารพนับถือลัทธิต่าง ๆ เช่น พุทธศาสนมหายานลัทธิฮินดู
(พราหมณ์) แสดงถึงความอิสระเสรีในการนับถือศาสนา ลัทธิโดยไม่ถูกบับบังคับ

  ศาสนสถานที่สำคัญ  ๆ มีดังนี
ภูถ้ำพระ บ้านหนองสะไน
 อำเภอกุดบาก เป็นศาสนสถานที่อยู่บนเทือกเขาภูพาน
ต้นน้ำพุงและน้ำอูนมีศิลาจารึกภาษาขอมระบุถึงการมาสร้างวัดในพุทธศาสนา ในพุทธศตวรรษที่16
ปราสาทพระธาตภูเพ็ก  บ้านนาหัวบ่ออำเภอพรรณานิคมเป็นศาสนสถานที่สร้างบนภูเขาสูง
ในภาคอีสานตอนบนเรือนธาตุของปราสาท ตั้งอยู่บนฐานปัทม์ก่อนข้างสูงพบแท่งศิวลึงค์ จึงสันนิษฐาน
ว่าเป็นโปราณสถานเนื่องใ่นลัทธิไศวนิกายในพุทธศตวรรษที่ 16-17 
พระธาตุเชิงชุม เป็นโบราณสถานเก่าแก่คู่บ้านเมือง ภายในองค์พระธาตุสี่เหลี่ยมศิลปะ
ล้านช้าง มีพระสถูปขอมอยู่ภายใน มีทางเข้าด้านทิศตะวันออก ซึ่งอยู่ภายในพระอุโบสถ  พบแผ่น
ศิลาจารึกอักษรขอม ปลายพุทธศตวรรษที่ 16 เขียนข้อความระบุการอุทิศที่ดิน ข้าทาส ให้เป็นที่
สร้างเทวสถานแห่งนี้
พระธาตุดุม เป็นปราสาทอิฐ มีทับหลังสมัยคลังอยู่ทิศใต้ และพบจารึกข้อความกล่าว
ถึงพระภิกษุรูปหนึ่งมาบูรณะพระธาตุแห่งนี้
ปราสาทพระธาตุนารายณ์เจงเวง เป็นศาสนสถานในคติขอมอย่างชัดเจนทั้งนี้เพราะปรากฏ
ทับหลังเป็นภาพศิวนาฏราชด้านทิศตะวันออกส่วนทับหลังเป็นภาพศิวนาฏราชด้านทิศตะวันออก ส่วนทับ
หลังด้านทิศเหนือเป็นพระวิษณุจากลักษณะเครื่องแต่งกายบ่งบอกว่า โบราณสถานแห่งนี้อยู่ในศิลปะสมัย
ปาปวน พุทธศตวรรษที่16
ปราสาทบ้านพันนา อำเภอสว่างแดนดิน รูปแบบปราสาทหลังนี้คล้ายกับอโรคยศาล ในสมัย
พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ซึ่งอาจเป็นศาลาหลังหนึ่งตามเส้นทางจากเมืองหนองหารหลวงไปสู่หนองหาร
กุมภวาปีไปสู่เวียงจันทร์
วัดแดนโมกษาวดี บ้านพานพัฒนา เป็นแหล่งที่พบหลักฐานการทำแท่นรูปเคารพ แกะด้วย
หินทรายจำนวนมาก แท่นรูปเคารพเหล่านี้อาจเป็นแท่นโยนีโธรณะเพื่อบูชาศิวลึงค์ ตามลัทธิไศวนิกาย 
หรือปักบูชาเทวรูป พระพุทธรูปในลัทธิมหายาน
วัดพุทธไสยาสน์  ภูค้อเขียว อำเภอวาริชภูมิ เป็นแหล่งที่พบศิลาจาลึกอักษรขอมโบราณ
อายุระหว่างพุทธศตวรรษที่ 15-16 สลักไว้ในแผ่นเสมาหิน ข้อความกล่าวถึงการสร้างหนทางขึ้นใน
วันเสาร์ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 5 ปีมะโรงข้อความดังกล่าวแสดงหลักฐานการมีศาสนสถานในพุทธศาสนานิกาย
มหายาน บนเทือกเขาภูพานนอกจากนี้ยังพบพระพุทธรูปแกะไม้ สวนหมวกตามแบบขอมมหายานอีก
1 องค์ ในวัดแห่งนี้
จากหลักฐารด้านศาสนาสถานและศิลาจารึกภาษาขอมทั้ง 2 หลักนี้ ทำให้สรุปได้ว่าอิทธิพลขอม
ได้เข้ามาสู่สกลนครมานแล้ว และมีอำนาจทางการเมือง ทางวัฒนธรรมอย่างมากในช่วงพุทธศตวรรษ ที่
15-16 โดยเฉพาะพุทธศตวรรษที่ 17 เป็นช่วงทีอิทธิพลของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (พ.ศ. 1724-1761)
ได้แผ่ขยายเข้ามาในบริเวณหนองหารหลวงเพื่อเชื่อเส้นทางเสรษฐกิจการเมืองข้าสู่เวียงจันทร์ นอกจากนี้
การที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงนับถือพุทธศาสนานิกายมหายาน จึงทำให้พุทธศาสนาเจริญรุ่งเรื่อง มีการสร้าง
วัดตามเชิงเขา นักโบราณคดีบางคนมีความเห็นว่าโบราณสถานหลายแห่งในสกลนคร น่าจะสร้างใน
สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แต่เมื่อสิ้นรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7แต่เมื่อสิ้นรัชสมัยพระองค์อำนาจ
การเสื่อมและวัฒนธรรมแบบขอมก็เสื่อมถอย บางแห่งสร้างไม่แล้วเสร็จ

 ตำนานกำเนิดหนองหารหลวง
ตามความเชื่อที่ว่าแต่เดิมขอมปกครองเมืองนี้มาก่อน ยังปรกกฏในตำนานนิทานพื้นบ้าน
เล่าสืบกันมาจนทุกวันนี้คือ ตำนานฟานด่อนหรือเก้งเผือกและนิทานเรื่องกะฮอกด่อน หรือกระรอกเผือก ตำนานฟานด่อนเป็นตำนานที่ปรากฏอยู่ในหนังสืออุรังคนิทาน เป็นเรื่องอธิบายสาเหตุที่เมืองเก่าซึ่งตั้งอยู่
ในบริเวณท่านางอาบ บ้านท่าศาลา บ้านน้ำพุ ริมหนองหารถล่มล่มลงในหนองหารและแล้วมีการสร้าง
เมืองใหม่ขึ้นที่บริเวณธาตุเชิงชุมอีกฝั่งหนึ่งของหนองหาร โดยพระยาสุวรรณภิงคารโอรสพญาขอม
ตำนานเรื่องนี้ ยังมีความสอดคล้องกับชื่อหมู่บ้านอีกหลายแห่งริมหนองหาร จึงทำให้ผู้คนเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง
จนถือกันว่า เมื่ออยู่ในหนองหารไม่ควรพูดถึงเรื่องนี้จะได้รับอันตราย เรือจะล่ม ถูกเงือกทำร้าย หรือหาปลา
ไม่ได้ผล

ในส่วนนิทานกะฮอกด่อนแม้ว่าจะเป็นการอธิบายการเกิดหนองน้ำขนาดใหญ่ทั่วไปก็ตาม แต่ชาวสกลนครก็เชื่อว่านิทานเรื่องนี้เป็นที่มาของการถล่มทลายหนองหาร ซึ่งเกิดการกระทำของพญานาค
นอกเหนือจากนี้มีเรื่องเล่าทั้งสองเรื่องข้างต้นแล้วยังมีเรื่องการสร้างพระธาตุนารายณ์เจงเวง
และพระธาตุภูเพ็กเป็นโบราณสถานสำคัญทั้ง 2 องค์เพื่อประดิษฐานพระอุรังคธาตุกล่าวคือ การสร้าง
พระธาตุนารายณ์เจงเวงและพระธาตุภูเพ็กไว้ตอนหนึ่งว่าหลังจากถวายพระเพลิงพระพุทธเจ้าสิ้นสุดลงแล้ว
พญาสุวรรณภิงคารและพญาคำแดงเจ้าเมืองหนองหาร และเมืองหนองหารน้อยนรู้ข่าว จึงสั่งไพร่พลสกัด
หินมุกด์ หินแลงมากองไว้เพื่อเตรียมก่อพระเจดีย์บบจุพระธาตุ (ต้นฉบับเรียกอูบมุง) บนยอดดอยแท่น
ซึ่งเป็นสถานที่ พระพุทธองค์เคยเสด็จมาประทับในกาลก่อน
ปรากฏว่าได้เกิดการพนันขึ้น ในหมู่ไพร่พลที่มาก่อเจดีย์ ฝ่ายชายชาวเมืองหนองหารหลวงจะก่อ
พระเจดีย์ดอนแท่นฝ่ายหญิงจะให้ก่ออีกเจดีย์หนึ่งจนถึงดาวเพ็ก(ดาวพระศุกร์) ขึ้นของคนนั้น ฝ่ายใดก่อเสร็จ
ก่อน เจดีย์นั้นจะได้เป็นที่ประดิษฐานพระอุรังคธาตุ เมื่อผ่ายหญิงเห็นว่างานของฝ่ายชายใกล้จะสำเร็จลุล่วง
จึงออกอุบายพากันแต่งตัวสวยงามออกไปยั่วยวยพวกผู้ชายที่กำลังขนหินให้ละทิ้งหน้าที่และมาช่วยก่อเจดีย์
ให้ฝ่ายหญิงจนเสร็จ
พญาสุวรรณภิงคาร เมื่อทรงทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดแล้ว ก็ทรงกริ้วหญิงชาวเมืองเป็น
ยิ่งนักถึงกับตรัสว่า จะทรงลงโทษแก่หญิงทั้งหลาย พระมหากิสสปสดับดังนั้น จึงตรัสเทศนาธรรม
เตื่อนพญาสุวรรณภิงคารจนได้สติ ไม่ลงโทษฝ่ายหญิ่ง แต่มหากิสสปเถระนำพระอุรังคธาตุไปประดิษฐาน
ไว้ที่ภูกำพร้า ตามคำสั่งของพระพุทธเจ้า
บรรดาหญิงทั้งหลายพากันเข้ามาไหว้พระมหากัสสป อ้อนวอนขอพระอุรังคธาตุไปประดิษฐาน
ยังเจดีย์ที่ก่อเสร็จแล้วพระมหากัสสปเถระจึงให้พระอรหันต์กลับไปนำเถ้าอังคารพระพุทธเจ้ามาพรรจุแทน
เจดีย์นี้มีชื่อว่า "พระธาตุนารายณ์"ปัจจุบันเรียกกันว่า "ธาตุนรายณ์เจงเวง" ส่วนเจดีย์ของฝ่าย
ชายเรียกว่า "พระธาตุภูเพ็ก" มาจนถึงทุกวันนี้

พระธาตุเชิงชุม เจ้าภิงคาร เจ้าคำแดงก็พาญาติวงค์ บ่าวไพร่ ขี่แพข้ามมาตั้งพักพบกำลัง
โยธาอยู่โพนเมืองริมหนองหารหลวงด้านทิศใต้ เจ้าภิงคาร เจ้าคำแดงพร้อมด้วยเสนาอำมาตย์ ไปตรวจ
หาชัยภูมิที่จะตั้งบ้านสร้างเมืองเห็นว่าคูน้ำลอดเชิงชุมเป็นที่ชัยภูมิดีและเป็นที่ประชุมรอยพระพุทธบาทด้วย
เจ้าภิงคารจึงตั้งสัตย์อธิษฐานว่าข้าพเจ้าจะพาครอบครัวมาตั้งบ้านสร้างเมืองขึ้นที่คูน้ำลอดนี้เพื่อปฏิบัติรอย
พระพุทธบาทด้วยขอให้เทพยดาผู้มีฤทธิ์จงช่วยอภิบาลบำรุงให้บ้านเมืองวัฒนาถาวรต่อไป

ในขณะนั้นพระยานาคตัวหนึ่งชื่อว่าสุวรรณนาค ซึ่งเป็นผู้รักษารอยพระพุทธบาททำฤทธิ์เกล็ด
เป็นทองคำผุดขึ้นมาจากพื้นพสุธาดล อภิเศกให้เจ้าภิงคารเป็นเจ้าเมืองหนองหานหลวง ให้พระนาม
ว่าพระยาสุวรรณภิงคาร ก็ได้ราชาภิเศกกับพระนางนารายณ์เจงเวงราชธิดาเจ้าเมืองอิทปัฐนครเป็นเอกมเหสี พระยาสุวรรณภิงคารได้ครองเมืองโดยสวัสดิภาพ

ความสำคัญของพระธาตุเชิงชุมตามอุรังคนิทานคือเป็นที่ประชุมรอยพระพุทธบาทของสมเด็จ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาแล้ว 4 พระองค์ และเมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทะเจ้าพุทธโคดมเสด็จปรินิพาน
5000 พรรษาแล้วยังจะมีพระศรีอริยเมตไตรย์เจ้าอีกองค์หนึ่งที่ จะมาประทับรอยพระบาทจึงจะหมด
ภัทรกัปพระธาตุเชิงชุมจึงมีความสำคัญต่อชาวสกลนคร และพุทธศาสนิกชนด้วยประการนี้

  สกลนครสมัยล้านช้าง
เมื่อสื้นรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (พ.ศ. 1761)แล้ว อิทธพลของเขมรในภาค อีสานก็ค่อย ๆ
เสื่อมลง การก่อตัวของอาณาจักรล้านช้างในลุ่มน้ำโขงที่ขยายอำนาจทางการเมืองและการเผยแพร่
พุทธศาสนาเถรวาทเข้าแทนืที่อิทธิพลศาสนาฮินดูและพุทธศาสนามหายาน
แม้ว่าขอมจะเสื่อมอำนาจไปแล้วก็ตามแต่ชุมชนในสกลนครที่เคยรุ่งเรื่องก็ยังมีผู้คนอาศัย
อยู่ดงปรากฏหลังฐานศิลาจารึกที่พระธาตุร้าง บริเวรสถานเลี้ยงเด็กก่อนเกณฑ์บ้านท่าแร่ อำเภอพังโคน 
จ.ศ. 712 ตรงกับ พ.ศ. 1893 ซึ่งตรงกับปีที่พระเจ้าอู่ทองทรงสถาปนากรุงศรีอยุธยา ระบุถึงสมณะสงฆ์
ชั้นผู้ใหญ่เข้ามาสร้างวัด นับเป็นศิลาจารึกภาษาไทยน้อยเก่าที่สุดในสกลนคร ชุมชนแหล่ง อื่น ๆ
ก็คงมีผู้คนอยู่ทั่วไป โดยเฉพาะเมืองหนองหารหลวงต้องมีผู้คนจำนวนมาก
จึงปรากฏว่า เมื่อพระเจ้าฟ้างุ้มมีอำนาจในอาณาจักรล้านช้าง(พ.ศ. 1893-1926) พระองคืได้แผ่
อำนาจรวบรวมหัวเมืองลุ่มแม่น้ำโขงทั้งสองฝั่ง ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้สำเร็จ ขยายอำนาจมาถึงภูเขา
ดงพญาเย็นและเทือกเขาเพชรบูรณ์ ตามพงศาวดารลาวระบุชื่อเมืองใหญ่น้อยหลายเมืองที่ทรงยกทัพ
เข้าตี เช่น เมืองร้อยเอ็ด ในจำนวนนี้มีเมืองหนองหารหลวงหรือ เมืองสกลนครต้องเป็นเมืองใหญ่ จึงต้องปราบปรามให้ขึ้นต่อหลวงพระบางของพระเจ้าฟ้างุ้ม
ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 20-23 กษัตริย์อาณาจักรล้านช้าง 3 พระองค์ได้แพร่อำนาจบารมีทาง
พุทธศาสนาเข้าสู่ชุมชนภาคอีสาน บริเวณริมฝั่งขวาแม่น้ำโขง พระเจ้าโพธิสารราช  (พ.ศ. 2063- 2093) ได้ทรงสร้างวัดในเขตหนองหารดังปรากฏการระบุชื่อพระเจ้าโพธิสารราชที่ศิลาจาตึกบ้านโพนงามท่าใน
สมัยพระเจ้าชัยเชษฐาธิราช(พ.ศ. 2093-2114) เป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงราชธานีจากหลงพระบาง
มาเป็นนครเวียงจันทร์ พระองค์เสด็จมาบูรณะพระธาตุพนมแล้วยังเชื่อว่า พระองค์ยังเสด็จมาบุรณะ
พระธาตุเชิงชุม ทรงก่อพระธาตุเจดีย์ทรทรงเหลี่ยมลดชั้นจนมีรูปทรงสวยงามเป็นการนำรูปแบบ
สถาปัตยกรรมอยุธยามาใช้ผสมผสานกับสถาปัตกรรมอยุะยามาใช้ผสมผสานกับสถาปัตยกรรมล้านช้าง
ได้อย่างลงตัว

 ความเจริญของบ้านเมือง
สกลนครในช่วงนี้คาดว่าต้องมีความมั่นคั่งมากพอสมควรมีชุมชนใหญ่อยู่ตามลำน้ำสงคราม
เพราะพบหลักฐานการผลิตเครื่องปั้นดินเผาเนื้อแกร่งประเภทไหขนาดต่าง ๆ มีทรากเตาเผาเรียงราย
ทั้งสองฟากฝั่งลำน้ำสงครามไม่น้อยกว่า 90 เตา ตั้งแต่บริเวณบ้านหาดแพง อำเภอศรีสงคราม 
จังหวัดนครพนม ไปจนถึงบ้านนาหวาย อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร เป็นระยะทาง
ตามลำน้ำที่คดโค้งราว 90 กิโลเมตร ภาชนะไหเนื้อแกร่งเหล่านี้นักโบราณคดีเชื่อว่าเป็นไห
สำหรับบรรจุกระดูกผู้ตายในพิธีกรรมความเชื่อว่าเป็น ไหสำหรับบรรจุกระดูกผู้ตายในพิธีกรรมความเชื่อ
การฝังศพครั้งที่ 2 ที่ชาวบ้านเรียกว่าไหกระดูกจึงนับว่าบริเวณศรีโคตรบูรณ์ต้องเป็นแหล่งที่
เป็นแหล่งที่เป็นชุมชนใหญ่มีการผลิตไหส่งออกแลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายจำนวนมากตั้งแต่ยุคนั้นทั้งนี้
โดยการเทียบอายุกับแหล่งผลิตไหที่เมืองศรีสัตนาคใกล้เวียงจันทน์ซึ้งนักโบราณคดีเชื่อว่ามีอายุอยู่
ในพุทธศตวรรษที่ 21-22

ในรัชสมัยพระเจ้าสุริยวงศาธรรมนิกราช (พ.ศ2180-2237) เป็นกษัตริย์ที่ส่งพระราชวงศ์
ไปปกครองเมืองนครพนม และขณะเดียวกันก็ทรางส่งสมณะฑูนมาสร้างวัดในเขตเมืองหนองหาร
ดังปรากฏในศิลาจารึกวัดมหาพรหมเทโวโพธิราชทรงสร้างเมืองเชียงใหม่หนองหารคามเขต
และกัลปนาที่ดินพร้อมข้าทาส ใน พ.ศ. 2179 โดยอุทิศแด่พระเจ้าสุริยวงศาธรรมมิกราช

จากหลักฐานศิลาจารึกอีกหลายหลักฐานที่พบในสกลนคร เช่น ศิลาจารึกไชยอาราม
อำเภอสว่างแดนดิน พ.ศ. 2167 ศิลาจารึกบ้านแร่ อำเภอพังโคน พ.ศ. 2203 ศิลาจารึกถ้ำ
อาจารย์พา ดอนอ่างกุ้ง อำเภอโคกศรีสุพรรณ พ.ศ. 2443 หลักฐานเหล่านี้บ่งบอกถึงความ
เจริญของชุมชนเหล่านี้ที่พัฒนาเป็นชุมชนขนาดใหญ่ มีการสร้างวัดวาอารามซึ่งเชื่อว่าเป็นชุมชน
ของกลุ่มคนที่เคลื่อนย้ายมาจากฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงนั่นเอง
การเคลื่อนย้ายของกลุ่มคนจากอาณาจักรล้านช้างเข้ามาอยู่ในชุมชนหมุ่บ้าน เพื่อหลีก
ราชภัยภัยปรากฏขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 23 -24 ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงภายในราช
สำนักเวียงจันทน์ ในสมัยสมเด็จพระเจ้าสุริยวงศาธรรมมิกราช (พ.ศ. 2181-2238)  และพระเจ้าสิริ-
บุญสาร (พ.ศ.2203-2031)ทำให้เกิดคนหลายกลุ่มที่ไม่พอใจเกิดความขัดแย้งภายในราชสำนัก
อาพยพเข้าสู่ฝั่งขวาแม่น้ำโขง

กลุ่มพระวอ พระตา เป็นบุคคลในตำแหน่งเสนาบดีนครเวียงจันทน์ เกิดความขัดแย้งกับ
เจ้าศิริบุญสาร จึงได้นำไพร่พลญาติพี่น้องและพรรคพวกหลายคน เช่น หลวงราชโภชไนย ท้าวคำสู 
ท้าวคำสิงห์ ท้าวเชียงและท้าวนาม มาอยู่ที่บ้านหินโงม ซึ่งอยู่ในเขตตัวเมืองหนองคายในปัจจุบัน แต่ด้วยเกรงว่ากรองทับพระเจ้าสิริบุญสารจะยกมาโจมตีได้ง่ายจึงพากันแยกย้ายออกไปหาแหล่งที่มีความ
อุดมสมบุรณ์ที่จะทำนาปลูกข้าวไว้เป็นเสบียงอาหาร และมีชัยภูมิในการป้องกันตัวเอง ในจำนวนนี้
มีหมู่บ้านในเขตสกลนครที่กลุ่มสมัครพรรคพวกพระวอ พระตา เลือกที่ตั้งหมู่บ้านชุมชน
 ส่วนกลุ่มของหลวงราชโภชนัย ได้มุ่งเดินไปทางทิศตะวันออก เมื่อเดินทางไปได้ 5 วัน พบชัยภูมิแห่งหนึ่งในกลุ่มแม่น้ำสงครามอุดมสมบูรณ์ไปด้วยสัตว์น้ำนานาชนิด เช่น กุ้งหอย ปู เต่า
เหมาะแก่การตั้งเป็นบ้านเป็นเมือง จึงขอตั้งเมืองที่บ้านผ้าขาวพันนา ซึ่งอยู่ในเขต อำเภอพังโคน
ในปัจจุบัน
กลุ่มเจ้าผ้าขาว - โสมพะมิต เจ้าผ้าขาวเป็นข้าราชการในราชสำนักเวียงจันทน์ได้ผิดใจกับ
โอราสเจ้าสิริบุญสารที่ผิดประเวณีหลานเจ้าผ้าขาว จึงพาไพร่พลอพยพข้ามแม่น้ำโขง ลงมาทางใต้
ยึดหมู่บ้านแห่งหนึ่งเป็นที่มั่น ต่อมาเรียกบ้านพรรณา บ้านผ้าขาว (ซึ่งอยู่ในอำเภอพรรณานิคม
ในปัจจุบัน)จนหลานสาวที่มีครรภ์คลอดบุตรชายให้ชื่อว่าเจ้าโสมพะมิต ต่อมาเมื่อเจ้าผ้าขาวสิ้นชีวิต
เจ้าโสมพะมิตได้ ปกครองข่าวไพร่แทนไพร่พลเจ้าโสมพระมิตบางส่วนได้แยกย้ายกันไปอยู่ในบริเวณ
พระธาตุเชิงชุมมาช้านาน
ในเวลาต่อมาเจ้าโสมพะมิตเห็นว่า เจาสสิริบุญสารได้สั่งให้กองกำลังเวียงจันทน์ออกติดตาม
กลุ่มพระวอ พระตา จึงได้พาไพร่พลออกเดินทางไปตั้งอยู่บริเวณลำน้ำก่ำใกล้เมืองที่บ้านกลางหมื่น
ประมาณ 2 ปี แล้วย้ายไปตั้งที่บ้านดงสงเปือย ตั้งเป็นเมืองกาฬสินธุ์ ขอความคุ้มครอง
จากราชสำนักที่กรุงเทพ

  การขยายอิทธิพลของกรุงเทพฯ เข้าสู่ อีสานและสกลนคร   
เมื่อกรุงศรีอยุธยามีอำนาจในที่ราบลุ่มตอนกลางของแม่น้ำเจ้าพระยานั้น ยังไม่มีบทบาท
ทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องหรือปกครอง ชุมชนในลุ่มแม่น้ำโขงตอนบนมากนักต่อมาใน
รัชสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี ทรงมีนโยบายขยายอำนาจออกไปให้กว้างขวางมากที่สุดเพื่อกวาดล้าง
อิทธิพลของพม่า ทรงขยายดินแดนเป็นแนวโค้งออกไปโดยรอบนับแต่หัวเมืองตามลุ่มแม่น้ำเจ้า
พระยาตอนเหนือ มาจรดหัวเมืองตามลุ่มแม่น้ำโขงตอนเหนือ มาจรดหัวเมืองตามลุ่มแม่น้ำโขง
ตอนเหนือ พระองค์ส่งกองทัพไปปราบเวียงจันทน์เมื่อเกิดกรณีที่เจ้านครเวียงจันทน์ยกกองทัพ
มาตีกองทัพของพระวอ พระตา ในราชอาณาเขต
หลังจากที่กองทัพของเจ้าพระยาจักรีและพระยาสุรสีห์ได้ตีเมืองเวียงจันทน์แตกใน พ.ศ. 2321
ท้าวมหาแพงบุตรเจ้าอุปชา ซึ่งทำหน้าที่เป็นอุปฮาดว่าราชการแทนเจ้าเมืองได้ถูกราชการสำนัก
เวียงจันทร์จับตัวไปทรมานข่มขู่ ให้อ่อนน้อยต่อเวียงจันทร์ ทางเมืองกาฬสินธุ์ ท้าวโสมพะมิต
จึงทราบทูลให้ราชสำนักกรุงเทพฯ ทราบและขอให้ช่วยเหลือท้าวหมาแพง จนได้รับการปล่อยตัว
ออกมาในรัชสมัยพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชจึงทรงแต่งตั้งให้ท้าวหมาแพงเป็นเจ้าเมือง
กาฬสินธุ์ทำให้ท้าวหมาป้องท้าวหมาฟองบุตท้าวโสมพะมิต (พระไชยานุชิต)ไม่พอใจจึงคบดิดกับ
พระยาบ้านเว่อ พาไพร่พลออกจากเมืองกาฬสินธุ์พร้อมด้วยพระภิกษุหลักค้ำซึ่งเป็นที่นับถือ
กลับมาตั้งบ้านเรือนที่หน้าวัดพระธาตุเชิงชุม ในเวลาต่อมาพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
ได้โปรดเกล้าฯให้พระยาบ้านเว่อเป็นเจ้าเมืองสกลทวาปี มีตำแหน่งพระธานี ท้าวหมาป้องเป็น
อุปราชท้าวหมาฟองเป็นราชวงศ์

เมืองสกลทวาปี ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่บ้านธาตุเชิงชุม ปกครองโดยกลุ่มบุตรหลานเจ้าโสมพะมิต
ที่แยกตัวออกมาจาก เมืองกาฬสินธุ์สืบมาจนถึง พ.ศ. 2369 เมื่อเกิดศึกเจ้าอนุวงศ์เป็นกบฏ
ต่อราชสำนักที่กรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรด ฯ ให้กรมพระราชวังบวร เป็นแม่ทัพหน้ายกไปตีเวียงจันทร์และตีเมืองเวียงจันทน์แตกในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2370
อย่างง่ายดาย เพราะเจ้าอนุวงศ์ได้หลบหนีจากศึกที่หนองบัวลำพู ไปอาศัยเมืองมหาชัยกองแก้ว
และเมืองแง่อานของญวน กองทัพไทยได้กวาดต้อนผู้คนจากเมืองเวียงจันทน์ มาเป็นจำนวนมาก
เมื่อกองทัพไทยได้กลับถึงกรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวพิจารณาว่าสภาพ
ของเมืองเวียงจันทน์ยังดีอยู่หากปล่อยให้ไม่ทำลายเสีย ถ้าเจ้าอนุวงศ์จะมารวบรวมผู้คนได้
อีกทั้งยังทรงเกรงว่าจะมีปัญหา ถ้าเจ้าอนุวงศ์ยกเมืองต่าง ๆ ให้อยู่ในการคุ้มครองของญวนแล้ว
จึงโปรดเกล้า ฯ ให้เจ้าพระยาราชสุภาวดี ยกกองทัพหลวงออกจากกรุงเทพ ฯ เมื่อพ.ศ. 2371
ไปเกณฑ์ไพร่พลที่หัวเมือง แล้วให้เจ้าเหล่านี้คุมทัพเป็นกองหน้ายกไปตีเมือง แล้วให้เจ้าเหล่านี้
คุมทัพเป็นกองหน้ายกไปตีเมืองเวียงจันทนส่วนเจ้าพระยาราชสุภาวดีจะไปรวมพลที่เมืองภูเขียวและ
หนองบัวลำพู
การสงครามครั้งนั้น กองทัพหน้าของไทยถูกกลลวงของญวนและเวียงจันทน์ใล่ตีพ่ายแพ้
หลบหนีเสียไพร่พลเป็นจำนวนมากพระยาราชสุภาวดีจึงต้องพักรวบรวมไพร่พลต่อไปที่เมืองยโสธร
ประมาณ 2 เดือน เข้ายึดและทำลายเมืองเวียงจันทน์อย่างย่อยยับ ใน วันที่  19 ตุลาคม 
พ.ศ. 2371 แล้วจึงยกกองทัพกลับกรุงเทพฯ พระยาราชสุภาวดีได้รับพระราชทานยศเป็น
เจ้าพระยาบดินทร์เดชา
การเกิดศึกเจ้าอนุวงศ์ และการปราบปรามการทำลายเวียงจันทรน์ครั้งนั้น มีผลต่อ
เจ้าเมืองสกลนครอย่างยิ่งกล่าวคือเมื่อครั้งที่กองทัพเจ้าอุปราชดิสสะยกกองทัพผ่านเมืองสกลทวาปี
ไปตีเมืองกาฬสินธุ์ เจ้าเมืองก็มิได้ขัดขวาง พอเจ้าอุปราชดิสสะยกกองทัพมาก็แวะพักที่เมือง
แห่งนี้อีก แต่พอพระธานีเจ้าเมืองทราบว่ากรมพระราชวังบวรยกกองทัพตีเวียงจันทน์แตก แล้วจึง
ยกทัพไปสวามิภักดิ์ที่บ้านพานพร้าว ในเวลานั้นกองทัพเจ้าพระยาราชสุภาวดีแม่ทัพฝ่ายตะวันออก
ได้เมืองยโสธร เมืองอุบล เมืองจำปาศักดิ์ แล้วเลยขึ้นมาเมืองมุกดาหารและจัดทัพที่เมืองนครพนม พระธานีมิได้เตรียมกำลังไพร่พลกระสุนดินดำตลอดจนเสบียงอาหารให้กองทัพจึงมีความผิดฐานเป็น
กบฏถูกจับไปประหานชีวิตที่บ้านหนองทรายขาว แล้วกวาดต้อนผู้คนไปไว้ที่เมืองกบิลประจันตคาม
เหลือไว้พอรักษาพระธาตุเท่านั้น เมืองสกลทวาปีจึงร้างมาชั่วระยะหนึ่ง

 หมู่บ้านและการยกเป็นเมืองในสมัยรัชกาลที่ 3 และรัชกาลที่ 4
หลังจากการทำลายเวียงจันทน์และกวาดต้อนผู้คนไปสู่เมืองต่าง ๆ ตามลุ่มแม่น้ำเจ้า
พระยาเป็นส่วนใหญ่ แล้วปัญหาทางการเมืองระหว่างราชสำนักและเวียงจันทน์ก็หาสิ้นสุดไม่
ทั้งนี้เพราะในเวลาอีก 5 ปีต่อมาระหว่าง พ.ศ. 2376-2388 ไทยและญวนเริ่มสงครามแย่งชิง
อิทธิพลในดินแดนเขมรเพื่อเป็นการตัดกำลังมิให้ฝ่ายญวนได้ประโยชน์จากผู้คนในหัวเมืองฝ่ายซ้าย
กองททัพไทยจึงได้เริ่มสงคราม แย่งชิงอิทธิพลในดินแดนเขมร เพื่อเป้นการจัดกำลังมิให้
ฝ่ายญวนได้ประโยชน์จากผู้คนในหัวเมืองฝ่ายซ้าย กองทัพไทยจึงได้เริ่มสงครามเพื่อการกวาดต้อน
ผู้คนจากเมืองต่าง ๆ ทางฝั่งซ้ายให้ไกลออกไปจนจรดแดนญวน หรือเกลี้ยกล่อมให้เจ้าเมืองยอมรับ
ถวายความภักดีต่อกษัตริย์ไทย

ใน พ.ศ. 2385 ราชวงศ์อิน เป็นชาวมหาชัยกองแก้ว น้องชายพระยาประเทศธานี
เจ้าเมืองสกลนครคนแรก ที่อพยพมาจากเมืองมหาชัยกองแก้ว สวามิภักดิ์ต่อกองทัพไทย
ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เกลี้ยกล่อม ราชวงศ์เป็นผู้ที่คุ้นเคยของกลุ่มเผ่าพันธุ์ต่าง ๆ ทางฝั่งซ้าย
เป็นอย่างดี ต้องใช้การพูดจาหว่านล้อมชี้แจงแะลยังให้ความหวังรับรองว่า เมื่อพาไพร่พลจำนวนมาก็
อพยพมาแล้ว จะได้รับการอพยพผู้คนมาจากเมืองต่าง ๆ เข้ามาสู่เมืองสกลนครเป็นอันมาก
เป็นที่สังเกตว่า กลุ่มผู้คนที่อพยพมาจากเมืองต่าง ๆ ทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงนี้มีภาษาพูด
แตกต่างกันออกไปมิใช่เป็นกลุ่มชาวลาว กลุ่มคนเหล่านี้จึงมีชื่อเรียกพวกของจน เช่น ผู้ไทย ข่า 
กระโซ่ ญ้อและกะเลิง ในที่นี้จะขอกล่าวเฉพาะบางกลุ่มที่อพยพจากเมืองต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก
จนเข้ามาตั้งเป้นหมู่บ้านและได้รับการยกขึ้นเป็นเมืองดังต่อไปนี้
1. กลุ่มผู้ไทย เมืองพรรณานิคม
ได้อพยพมาจากเมืองวัง โดยมีท้าวโฮงกลางเป็นหัวหน้าตั้งบ้านที่บ้านปะขาว บ้านพันนา ต่อมาได้ย้ายมาอยู่บ้านพันพร้าวหรือพรรณานิคม ท้าวโฮงกลางได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น
พระเสนาณรงค์ ตำแหน่งเจ้าเมือง เมื่อ พ.ศ. 2387
2.  กลุ่มผู้ไทย เมืองวาริชภูมิ
เป็นกลุ่มผู้ไทยที่อพยพมาจากเมืองกะปองในเขตเมืองเซโปนในปัจจุบัน โดยมีท้าวราชนิกูล
แต่ได้อพยพเข้ามานานแล้ว ได้พาบ่าวไพร่ประมาณ 2000 คน เข้ามาสู่เมืองสกลนคร แต่เจ้าเมือง
ไม่ยอมให้ไปตั้งเมือง จึงได้นำไพร่พบหนีออกไปอยู่ที่บ้านหนองคายและพึ่งเจ้าเมืองหนองหาน(อุดรธานี)
ในการทูลขอยกบ้านหนองหอยขึ้นเป็นเมืองวาริชภูมิ
3. กลุ่มผู้ไทย เมืองจำปาชนบท
เป็นกลุ่มผู้ไทยที่มาจากเมืองกะปอง เช่นเดียวกับกลุ่มวาริชภูมินำโดยท้าวแก้วได้รับอนุญาต
ให้อพยพผู้คนไปตั้งอยู่ที่บ้านนาเหมืองและบ้านพังโคน และได้รับพระราชทานพรรดาศักดิ์ให้เป็น
พระบำรุงประชาราษฏร์เจ้าเมืองจำปาชนบทใน พ.ศ. 2501
4. กลุ่มชาวกระโซ่ เมืองกุสุมาลย์
เป็นกลุ่มที่อพยพมาจาจเมืองมหาชัย(ปัจจุบันอยู่แขวงท่าแขก)มีเพี้ยเมืองสูงและบุตรโคตรเป็น
หัวหน้า ในพ.ศ.2387 โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งเพี้ยเมืองสูงเป็นกลวงอรัญอาสายกบ้านกุสุมาลย์มณฑล
ขึ้นเป็นเมือง
5. กลุ่มพวกโย้ยเมืองอากาศอำนวย
พวกโย้ยอพยพมาจากเมืองหอมท้าว มีท้าวติวซอยเป็นหัวหน้า พร้อมด้วยท้าวศรีสุราช
ท้าวจันทนาม ท้าวนามโคตร ไปตั้งบ้านอยู่ที่บ้านม่วงริมห้วยยาม มีพลเมืองที่อพยพถึง  2339 คน
โปรดเกล้า ฯ ให้ยกบ้านม่วงขึ้นเป็นเมองอากาศอำนวย ขึ้นเมืองนครพนม เมื่อ พ.ศ. 2390 ตั้งให้
ท้าวศรีสุราชเป็นหลวงผลานุกุลเจ้าเมือง ต่อมาเมืองนี้ได้โอนมาขึ้นต่อสกลนครในรัชสมัยะพระบาท
สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
6.  กลุ่มพวกโย้ยเมืองวานรนิวาส
เป็นกลุ่มที่ติดตามพระสุนทรราชวงศาไปอยู่ที่เมืองยโสธรใน พ.ศ. 2396 โดยมีจารย์โสม
เป็นหัวหน้า เจ้าเมืองยโสธรได้ให้พวกนี้ตั้งอยู่บ้านกุดลิงในท้องที่อำเภอเสลภูมิ ใน พ.ศ. 2504 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ยกบ้านกุดลิงให้เป็นเมือง ในเวลาต่อมาพวกไทยโย้ยได้อพยพ
อยู่ที่บ้านกุดแฮ่ชุมภู(ต. แร่ อ.พังโคน)และได้ย้ายไปอยู่ที่บ้านชุมแสงหัวนาซึ่งเป็นที่ตั้งเมืองวานรนิวาส
ในปัจจุบัน
7. กลุ่มนี้มีท้าวเทกัลยา เป็นหัวหน้าอพยพมาจากเมืองภูวาใกล้เมืองมหาชัยกองแก้ว
ได้รับอนุญาตจากเจ้าเมืองสกลนครให้ตั้งบ้านเรือนที่บ้านโพธิ์ สว่างริมห้วยปลาหางครั้นถึง พ.ศ. 2506
ท้าวเทพกัลยาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ประสิทธิ์เจ้าเมือง ต่อมาได้มีการย้ายไปตั้งที่เดื่อศรีคันชัย
ริมแม่น้ำยามและได้ ย้ายไปตั้งที่บ้านหันใหล้ที่ตั้ง อำเภอ สว่างแดนดินในปัจจุบัน
นอกจากนี้ยังมีกลุ่มพวกกะเลิงที่อพยพมาจากเมืองภูวานากระแด้ง พวกย้ออพยพมาจาก
เมืองภุวานากระแด้งพวกย้ออพยพมาจากเมืองคำเกิดคำม่วน แต่กระจายเข้าปะปนกับกลุ่มอื่น ๆ ไม่อาจตั้งเป็นชุมชนขนาดใหญ่พอที่จะตั้งเมืองได้

ลักษณะการปกครอง 
ตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นต้นมา มีการกวาดต้อนและเกลี้ยกล่อม
ผู้คนจากเมืองต่าง ๆ ทางฝั่งซ้ายมาตั้งเป็นเมืองขึ้นอีกหลายเมืองแต่กล่าวโดยสรุปแล้วผู้คนในดิน
แดนภาคอีสานในสมัยนั้น ล้วนมีวัฒนธรรมในด้านชีวิตความเป็นอยู่ความเชื่อภาษาพูดคล้ายคลึงกัน
เป็นส่วนใหญ่
อาจกล่าวได้ว่า กลุ่มอุปฮาด ราชวงศ์ที่เข้ามาสวามิภักดิ์ และโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง
ให้เป็นเจ้าเมืองสกลนครเมื่อ พ.ศ. 2381 เป็นกลุ่มที่สำคัญและมีบทบาททางการเมืองของเมือง
มหาชัยกองแก้ว ซึ่งเป็นญาติเกี่ยวดองกับเจ้าอนุวงศ์แห่งนครเวียงจันทร์ประกอบกับอุปฮาด
ราชวงศ์ต่าง ๆ มีความรู้แบบแผนขนบธรรมเนียมการปกครองแบบธรรมเนียมเดิม ตลอดจนการตัด
สินคดีความก็มอบให้เป็นหัวหน้าที่ของเจ้าเมือง กรมการเมือง ว่ากล่าวตักเตือนถ้าเป็นคดีความที่
ต้องตัดสินถือว่าเป็นหน้าที่ของเมืองแสนและเมืองจันคล้ายเป็นศาลชั้นต้นส่วนผู้ที่ทำหน้าที่ตัดสินใน
ศาลชั้นสูงขอเจ้าสุริยะเจ้าสุริโยเจ้าโพธิสารซึ่งจะมีข้าราชการตำแหน่งดังกล่าวนี้เฉพาะเมืองใหญ่ ๆ
เท่านั้น
ลักษณะการปกครองตามแบบลาวตำแหน่งที่สำคัญคือ อาญาสี่หรือมี 4 ตำแหน่งและ
มีลักษณะพิเศษ 2 ประการคือ เป็นตำแหน่งที่สามารถเลื่อนขึ้นไปถึงชั้นสูงสุดได้และอีกประการ
หนึ่งบุคคลที่ดำรงตำแหน่งมักจะมีเชื้อสายเกี่ยวกันกับเมืองทางฝั่งซ้ายประกอบ
1. ตำแหน่งเจ้าเมือง
เจ้าเมืองใหญ่ มีความดีความชอบมีฐานะเป็นพระยาเจ้าเมืองแรกของสกลนครคือ พระประเทศธานี ซึ่งดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองสกลนครระหว่าง พ.ศ. 2381-2419 อำนาจหน้าที่
ของเจ้าเมืองคือ การอำนาจสิทธิขาดในการสั่งข้าราชการบ้านเมืองทั้งปวง ที่เกิดขึ้นในเคว้นเมืองนั้น
2. ตำแหน่งอุปฮาดหรืออุปราช
เป็นผู้ทำงานแทนเมื่อเจ้าเมืองป่วยหรือมิกิจโดยทั่วไปเจ้าเมืองถึงแก่กรรม หรือมีเหตุต้อง
โทษทัณฑ์หรือแก่ชราขณะที่ทางกรุงเทพฯ ยังมิได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งผุ้ใดมาดำรง
ตำแหน่งอุปฮาดต้องรับหน้าที่เป็นผู้ปฏิบัติราชการแทนส่วนหน้าที่ประจำของอุปฮาดคือ เป็นหน้าที่ใน
การให้คำปรึกษาหารือแก่กรมการตำแหน่งรองลงมา
3. ตำแหน่งราชวงศ์
แปลว่าเชื้อแถวหรือญาติของเจ้าเมืองนั้น หน้าที่ปกติของราชวงศ์คื อ การพิจารณา
พิพากษาอรรถคดีความ ร่วมกันดัดสินคดีกับเจ้าเมือง นอกจากนี้ยังต้องปฏิบัติตามคำสั่งของอุปฮาด ในกรณีที่อุปฮาดขึ้นรักษาการแทนเจ้าเมือง ราชวงศ์ก็ทำหน้าที่แทนอุปฮาด
4. ตำแหน่งราชบุตร
คำว่าราชบุตร หมายถึง บุตรเจ้าเมืองแต่ในการดำรงตำแหน่งราชวงศ์ราชบุตรมิใช่จะต้อง
เป็นบุตรหลานเจ้าเมืองเสมอไปหากผู้ใดได้ทำความดีความชอบในราชการมากเจ้าเมืองอาจเสนอชื่อ
โปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งให้เป็นราชบุตร ราชวงศ์ได้
สำหรับการปรครองในระดับหมู่บ้านก็มีข้าราชการตำแหน่งต่าง ๆ เช่น ท้าวฝ่าย ตาแสง
พ่อบ้านจ่าบ้าน ทำหน้าที่ควบคุมดูแลบริหารระดับหมู่บ้านให้สอดคล้องกับฝ่ายกรมการเมืองการแต่งตั้ง
ให้ไพร่พล ที่มีความรู้ความสามารถดำรงตำแหน่วงต่าง ๆ เจ้าเมือง กรมการเมืองมิอาจกระทำได้ ยกเว้นแต่ตำแหน่งกรมการเมืองระดับอาญาสี่ ซึ่งเป็นตำแหน่งสำคัญ ถ้าเป็นเมืองบริวารต้องรายงาน
ให้เจ้าเมืองทราบเพื่อ่เจ้าเมืองจะได้กราบทูลไห้ราชสำนักทราบและขอแต่งตั้งบุคคลอื่นเข้าสู่ตำแหน่ง
นั้น ๆ สืบไป การปฏิบัติเช่นนี้แม้เมืองที่ขึ้นตรงต่าอราชสำนักก็ตามต้องปฏิบัติเช่นเดียวกัน
ความสัมพันธ์ระห่วางเมืองต่าง ๆ และราชสำนักที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือการสักเลก คำว่า
"เลก" หรือเลข หมายถึงชายฉกรรจ์ ซึ่งแต่เดิมถือว่ามีความสูง 2 ศอก คือ หรือตั้งวแต่ 150 ซ.ม. ขึ้นไป
จนถึงอายุ 70ปีบุคลเหล่านี้ต้องสักเลกทำโดยการใช้เหล็กแหลมแทงตามเส้นหมึกที่เขียนไว้ ทำให้ผิวหนัง
เป็นรอยคล้ายเป็นตัวอักษรบอกชื่อเมืองชื่อมูลนายต้นสังกัดไว้ที่ข้อมือด้านหน้า หรือด้านหลัง เป็นวิธีการ
ควบคุมไพร่พลเป็นหมวดหมู่ในมูลนายรับผิดชอบ ประโยชน์ของการสักเลก ยังครอบคลุมไปถึง
การควบคุมแรงงานเพื่อใช้ยามสงบ และการควบคุมส่วย สิ่งของเงินทอง เพื่อใช้ในราชการอีกด้วย
ในหัวเมืองลาว การสักเลกเริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2367 โดยพระสุริยภักดี (ป้อม) กับ หลวงศรีสุนทร เป็นข้าหลวงกองสักเลกลงมาจากกรุงเทพฯ ในปี พ.ศ. 2402 - 2407 ไหด้มีการตังกองสักที่เมืองยโสธร
และยังกระจายกองสักไปยังหัวเมืองต่าง ๆ เพื่อสำรวจไพรพลให้ได้นจำนวนแน่นอน ในครั้งนั้น
สกลนครได้เกณฑ์ผู้คนลงไปสักจำนวน 5,000 คน อย่างไรก็ตามในทางหน้าที่ของเจ้าเมืองกรมการเมือง
จะมีการทำหน้าที่นำไพร่พลที่ เป็นยชายฉกรรจ์ลงไปสักเลกที่กรุง่เทพฯ เมื่อมีจำนวนมากพอสมควร
การสักเลกมีความสัมพันธ์กับการเก็บส่วย ซึ่งทางส่วนกลางจะกำหนดจำนวนตัวเลย
ที่จะตองเสียส่วยไว้สัมพันธ์กับยอดของเลก จึงเป็นหน้าที่ของเจ้าเมืองกรมการเมืองที่ต้องรวบรวม
จำนวนผู้คนทุกรุ่นทุกวัยตลอดตนพาหนะสัตว์เลี้ยงแจ้งให้ราชการทราบการสักเลกที่ข้อมือใน
ภาคอีสานได้ยุติเมื่อ พ.ศ. 2442โดยกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม
การเก็บส่วย ส่วยเป็นการเก็บภาษีอย่างหนึ่ง ที่ราชสำนักเป็นผู้กำหนดอัตราและเวลาเก็บ
ให้หัวเมืองปฏิบัติตามลักษณะของส่วยในหัวเมืองอีสาน ในระยะแรกมีการเก็บส่วยเป็นสิ่งของที่มีอยู่ใน
ท้องถิ่นเช่น ทอง เงิน ขี้ผึ้ง ผลเร่ว ผ้าขาว ป่าน น้ำรัก ทั้งนี้แล้วแต่ในเมืองนั้นจะอุดมสมบูรณ์ ด้วยสิ่งใด
ในกรณีของเมืองสกลนคร ตั้งแต่ได้ตั้งเมืองสกลนครเมื่อ พ.ศ. 2381 ก็ได้กำหนดการ
เสียส่วยเป็นผลเร่ว เมืองพรรณานิคมนั้นมีหลักฐานว่าเสียส่วยเป็นทองคำ
การเก็บส่วยจากหัวเมืองลาวหากพิจารณาจากใบบอกแล้ว จะเห็นว่ามีการค้างกันมาก ทั้งนี้เป็นเพราะความฝือเคืองในการหาส่วยและเงินท่องอย่างไรก็ตามใน พ.ศ. 2397 ทางกรุงเทพ ฯ มีความต้องการสัตว์พาหนะมากขึ้น หัวเมืองลาวตะวันออกได้ส่งควายเป็นส่วยแทนผลเร่วหรือสิ่ง
ของอื่น ๆ ในกรณีเมืองสกลนคร มีข้อมูลใน พ.ศ. ว่าได้ส่งควายไปแทนผลเร่วถึง 150 ตัว เมืองกุสุมาลย์ส่งควายแทนผลเร่วเช่นเดียวกัน 50 ตัวสิ่งนี้เป็นพัฒนาการของการส่งส่วย

สกลนครสมัยปฏิรูปการปรครองระบบมณฑลเทศาภิบาล
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นยุคสำคัญที่กรุงเทพฯ ได้ส่งข้าราชการระดัลบสูงเข้าามาบริหารหัวเมืองในภาคอีสานให้กระชับมากขึ้น ใน พ.ศ. 2435
ทรงจัดรูปแการปกครองหัวเมืองอีสานใหม่ โดย รวบรวมเอาหัวเมืองเอก โท ตรี จัตวา จัดเป็นกลุ่ม
รวมกันเป็น 4 กองใหญ่ โปรดให้มีข้าหลวงใหญ่กำกับกองละ 1 คน สกลนครถูกรวมอยู่ใน
หัวเมืองลาวฝ่ายเหนือมีพระยาสุรเดชวิเศษฤทธเป็นข้าหลวงใหญ่ ตั้งกองอยู่เมืองหนองคาย
แต่อยู่ภายใต้การรับผิดชอบทั้งหมดของพระยามหาอำมาตย์ที่นครจำปาศักดิ์ การจัดระบบ
การปกครองดังกล่าว ยังไม่เป็นที่พอพระทัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรง
พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจายาเธอ 3 พระองค์ เสด็จไปเป็นข้าหลวงใหญ่ประจำ
หัวเมืองลาวตะวันออก พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม ดำรงตำแหน่งใหญ่ประจำ
หัวเมืองลาวพวน ประจำอยู่ที่หนองคาย
 อาจกล่าวได้ว่า ผลจากการที่พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม เสด็จมา
เป็นข้าหลวงที่มณฑลฝ่ายเหนือใน พ.ศ. 2434 นับว่าเป็นช่วง ที่มีการปรับปรุงการปกครองจาก
แบบเดิมเข้าสู่รูปแบบใหม่อย่างกว้างขวางกรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม ทรงมีอำนาจบังคับ
ปกครองเมืองใหญ่ ๆ 16 เมือง ลาวฝ่ายเหนือทรงมีอำนาจสุงสุดในฐานะข้าหลวงต่างพระองค์สำเร็จ
ราชการมณฑล
นับตั้งแต่ พ.ศ. 2434 เป็นต้นไปศุนย์กลางอำนาจทางการเมืองการปกครองจากกรุงเทพฯ ได้เปลี่ยนมาอยู่ที่เมืองหนองคายและเมืองอุดร ในเวลาต่อมาบรรดาเมืองต่าง ๆ ที่ขึ้นต่อมณฑลลาวพวน
หรือหัวเมืองลาวฝ่ายเหนือ ตกอยู่ในความควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิดอีกทั้งเจ้าเมืองกรมการเมือง
จะต้องขอความเห็นชอบในการแต่งตั้งกรมการเมืองจากหมื่นประจักษ์ศิลปาคม ก่อนที่จะมีใบบอก
ไปยังราชสำนัก
การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญและนำไปสู่การลดอำนาจเจ้าเมืองที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ การส่งข้าหลวงจากส่วนกลางออกไปคุมเจ้าเมืองอีกชั้นหนึ่ง เพื่อให้การจัดเก็บภาษีสุราตามเมืองต่าง ๆ
ได้ผลการ คัด เลือกข้าหลวงรุ่นแรกที่กรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม ทรงคัดไว้มีจำนวน  11 คน โดย มีอำนาจหน้าที่ในการจัดอากรสุราจัดเก็บภาษีต่าง ๆ ตัดสินแก้ไขปัญหาความยุ่งยากที่เกี่ยวกับเขตเมือง
ประสานและเป็นตัวกลางในการจัดต่อระหว่างหัวเมือง หรือผู้ว่าราชการเมืองกับข้าหลวงใหญ่
และนำนโยบายของกรมหมื่นประจักษืศิลปคมมาใช้ในการปฏิบัติหน้าที่
ในปี พ.ศ. 2437 ได้มีการจัดตั้งมณฑลเทศาภิบาล ให้เรียกกลุ่มเมืองเป็นมณฑลลาวพวน
ภายใต้การบังคับบัญชาสูงสุดของพระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่น ประจักษ์ศิลปาคมประกอบด้วยเมือง
อุดรธานี ขอนแก่น นครพนม สกลนคร เลย หนองคาย และย้ายกองบัญชาการมาตั้งที่เมื่องอุดรธานี
เป้าหมายสำคัญประการหนึ่งคือ การปรับปรุงให้มีคุณวุฒิเหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่อย่างไรดี แม้ว่าทางส่วนกลางจะมีนโยบายให้ข้าราชการตามหัวเมือง มีความรู้ในระเบียบงานต่าง ๆ ที่รับผิด
ชอบอยู่ ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ง่ายนัก ทั้งนี้เพราะยังมีข้าราชการจากหัวเมืองมณฑลเทศาภิบาลไม่
เพียงพอ การสำรวจคุณวุฒิกรมการเมืองดังกล่าว ได้เริ่มมาตั้งแต่ พ.ศ 2437 โดยกรมหมืนประจักษ์-
ศิลปาคมได้มีใบบอกแจ้งให้พระยาประจันตประเทศธานีให้ข้าหลวงผู้ว่าราชการรับทำคุณวุฒิ
ส่งไปยังสำนักข้าหลวงใหญ่ ณ บ้านหมากแข้ง ในวันที่ 20 พฤศจิกายนต์ ร.ศ 113 การปรับปรุง
คุณวุฒิข้าราชการตามหัวเมือง เพื่อที่จะนำระบบการปกครองแบบจตุสดมภ์เข้ามาใช้ สำหรับเมืองสกลนครได้จัดรูปแบบจตุสดมภ์ใน พ.ศ 2437 ร.ศ 113 ดังนี้
กรมเมือง  ให้ท้าวขัติยะ(คลี่)บุตรราชวงศ์ เป็นพระบุรี บริรักษ์
กรมวัง  ให้ท้าวสายคพหลานพระยาประเทศะานี เป็นพระพิทักษ์ฐานกิจ
กรมคลัง  ให้ท้าวนำบุตรอุปฮาด (โถคง)เป็นพระวอสิทธิ์นานุกูล
กรมนา  ให้ท้าวอุปฮาด(โถง) เป็นสมบูรณ์พืชภูมิ
นอกจากนี้ยังกำหนด หน้าที่ตำแหน่งต่าง ๆ เช่น เมืองแสนเมืองจัน แต่ก่อนเคยออก
หนังสือรับรองคำสั่งเจ้าเมืองในการบังคับบัญชาปกครองเมืองขึ้น ให้เมืองแสนเมืองจั่น
เปลี่ยนมาเป็นมหาดไทยเมือง รับคำสั่งเจ้าเมืองทางฝ่ายธุรการ ใต้ตอบไปมาในการบังคับบัญชา
หัวเมือง ซึ่งขึ้นอยู่กับความปกครองเมืองสกลนคร
 อุปฮาด ราชวงศ์ ราชบุตร  ผู้ช่วยให้รวมกันเรียกว่า กองยุติธรรม คอยชำระความ
อุทธรณ์ที่ราษฏรกล่าวโทษกรมการต่าง ๆ
เจ้าเมือง คอยชำระความอุทธรณ์ราษฏรกล่าว โทษยุติธรรม เจ้าเมืองจะชำระตัดสินคดี
อุทธรณ์ชั้นนี้ให้ประชุมกรรมการ 3 นายลงความเห็นชอบด้วย จึงเป็นคำตัดสินเด็ดขาดได้
ข้าหลวง เป็นผู้แนะนำข้าราชการทั่วไปทุกกรม ทุกกอง
สำหรับเมืองขึ้นต่าง ๆ ของสกลนครก็ให้อนุโลมจัดระเบียบเหมือนอย่างเมืองสกลนคร
ใน พ.ศ.2440 ได้ออก พรบ. การปกครองท้องที่ รศ. 116เพื่อใช้เป็นแบบแผนการปกครอง
เหมือนกันทุกมณฑลโดยแบ่งส่วนการปกครองออกเป็น อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน ให้สอดคล้อง
กับของอำเภออื่น ๆ
ใน พ.ศ. 2442 ได้ออก พรบ. ศักดินาเจ้านาย เจ้าพระยา พระยา ท้าวแสน เมือง  ประเทศราช
รศ.118 ซึ่งเทียบกับตำแหน่งศักดินาพลเรียนในกรุงเทพฯ ในปีนี้ยังโปรดให้เปลี่ยนเชื่อมณพล
ในภาคอีสานใหม่ มณฑลลาวพวนหรือมณฑลอุดรเรียกชื่อว่ามณฑลฝ่ายเหนือ ส่วนการจัดการ
ปกครองเป็นหน้าที่ของข้าหลวงต่างพระองค์

 การเปลี่ยนแปลงการเมืองการปกครองครั้งสำคัญ
การเปลี่ยนแปลงการเมืองครั้งที่สำคัญเกิดขึ้นใน พ.ศ. 2445 เมื่อพระบาทสมเด็จ
พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าให้เปลี่ยนแปลงคือ ให้เมืองสกลนครรวมทั้งเขตแขวง รวม
เรียกว่า บิรเวณ งานราชการตลอดจนการบังคับบัญชาในหน้าที่เจ้าเมืองตกเป็นหน้าที่ของข้าหลวง
บริเวณทั้งหมดส่วนเมืองบริวารของสกลนครตั้งเป็นอำเภอให้เจ้าเมืองเป็นนายอำเภอ ราชบุตรเป็น
เสมียนอำเภอ สำหรับพระยาประจันตประเทศธานี เจ้าเมืองนั้นให้เป็นที่ปรึกษาราชการของข้าหลวง
บริเวณ
หลังจากนั้นมาสกลนครได้มีข้าหลวงบริเวณจากส่วนกลาง เข้ามาบริหารราชการหลายคน
เช่น หลวงพิไสยสิทธิ์กรรม(จีน)หลวงผดุงแคว้นประจันต์(ช่วง)พระสุนทรธนศักดิ์(สุทธิ์)ในขนะดียว
กันภารกิจก่อสร้างอาคารศาลากลางจังหวัดก็เกิดขึ้นตามการเปลี่ยนแปลง จนถึง  พ.ศ. 2459 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงให้เปลี่ยนนามเมืองเป็นจังหวัดทั่วราชอาณา
เขตสยาม เมืองสกลนคร ตั้งขึ้นเป็นจังหวัดสกลนครตั้งแต่นั้นมา

 
สงวนลิขสิทธิ์โดย© : จังหวัดสกลนคร
จัดทำและออกแบบโดย : กลุ่มงานข้อมูลสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานจังหวัดสกลนคร ศาลากลางจังหวัดชั้น 2
ถนนหน้าศูนย์ราชการ ตำบลธาตุเชิงชุม อำเภอเมือง สกลนคร 47000
โทร. 042-711065 สป.มท.48206
e-mail : Deeply_pisces@hotmail.com
Design by    i-tepbong