คึดฮอด สองฮ้อยซาวสองปี สกลทวาปี ศรีอิสาน เมืองเก่า
พระธาตุเชิงชุม พระธาตุคู่บ้านคู่เมืองสกลนคร
        “พระธาตุเชิงชุมคู่บ้าน พระตำหนักภูพานคู่เมือง งามลือเลื่องหนองหาร แลตระการปราสาทผึ้ง สวยสุดซึ้งสาวภูไท ถิ่นมั่นในพุทธธรรม”
       

        จากคำขวัญจังหวัดสกลนคร ชี้ให้เห็นว่าจังหวัดที่เป็นเมืองผ่านในสายตาของคนทั่วไปนั้น หากเพ่งพินิจลงในรายละเอียดอย่างเจาะลึกแล้ว สกลนครเป็นหนึ่งในจังหวัดภาคอีสานที่มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อยเลย ทั้ง ธรรมชาติ วิถีชีวิตวัฒนธรรม ประเพณี และวัดวาอาราม

นอกจากนี้สกลนครยังเป็นจังหวัดที่มีประวัติศาสตร์และความเป็นมายาวนาน โดยตามตำนานเมืองเล่าว่า เมืองนี้ในอดีตคือเมือง“หนองหานหลวง” สร้างขึ้นเมื่อพุทธศตวรรษที่ 16 ในยุคที่ขอมมีอำนาจรุ่งเรืองในแถบนี้ ต่อมาเมื่ออิทธิพลขอมเสื่อมลง เมืองหนองหานหลวงตกไปอยู่ในความปกครองของอาณาจักรล้านช้าง เรียกชื่อเมืองว่า “เมืองเชียงใหม่หนองหาน”
       

        จากนั้นสกลนครมาอยู่ในความปกครองของไทยในสมัยรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช(รัชกาลที่ 1) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกบ้านธาตุเชิงชุมเป็น “เมืองสกลทวาปี” ในปี พ.ศ.2329 และตั้งให้อุปฮาดเมืองกาฬสินธุ์ เป็น “พระธานี” เจ้าเมืองสกลทวาปีคนแรก

ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่ 3) ได้เปลี่ยนชื่อจากเมืองสกลทวาปี เป็น“เมืองสกลนคร” ครั้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ในปี พ.ศ.2459 ได้มีการเปลี่ยนคำว่า “เมือง” มาเป็นคำว่า “จังหวัด”ทั่วมณฑลในประเทศไทย เมืองสกลนคร รวมทั้งแขวงต่างๆ จึงเรียกรวมกันว่า “จังหวัดสกลนคร” ตั้งแต่นั้นมา
       
        ด้วยความที่สกลนครมีความเป็นมาที่ยาวนานและเป็นหนึ่งในแหล่งอารยธรรมสำคัญแห่งภาคอีสาน ทางจังหวัดสกลนครจึงร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) จัดงาน “สองร้อยซาวสองปี สกลทวาปีศรีอีสาน” (222 ปี สกลทวาปีศรีอีสาน)ขึ้น เพื่อเป็นการเปิดเมืองสกลนครให้คนรู้จักมากยิ่งขึ้น
       
        ไพรัตน์ สกลพันธุ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนครเปิดเผยว่า รูปแบบการจัดงานครั้งนี้จะเป็นการจำลองบรรยากาศการฉลองเมืองย้อนยุค โดยเน้นไปที่ขบวนแห่ต่างๆที่เป็นเอกลักษณ์ของสกลนคร นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชนเผ่าดั้งเดิม 6 เผ่าในสกลนคร ได้แก่ เผ่าไทญ้อ,ไทลาว,ไทโส้,ไทกะเลิง,ไทโย้ย และภูไท(ผู้ไทย) ร่วมด้วย 2 ชนเผ่าที่เข้ามาใหม่อย่างชาวไทยเชื้อสายจีนและชาวไทยเชื้อสายเวียดนาม

        “สำหรับความพิเศษอีกอย่างหนึ่งในงานก็คือกิจกรรมตลาดแลงเมืองเก่า ที่เป็นการจำลองวิถีชีวิตและบรรยากาศตลาดโบราณของชาวสกลนครในรูปแบบย้อนยุค ที่มีการซื้อและแลกเปลี่ยนสินค้าด้วยเงินโบราณมาจัดแสดง ณ บริเวณวัด เพื่อแสดงให้เห็นว่า สมัยก่อนชนเผ่าต่างๆใช้ชีวิตความเป็นอยู่กันอย่างไร” พ่อเมืองสกลนครกล่าว
       
        ด้าน กิตติกา ลิขิตวศินกุล ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เขต 4 เปิดเผยว่า สกลนครถือเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพทางการท่องเที่ยวจังหวัดหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็น ธรรมชาติ เทศกาล ประเพณี วัฒนธรรม แหล่งท่องเที่ยวประวัติศาสตร์ โบราณคดี โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวทางศาสนาวัดวาอารามซึ่งอยู่ในความสนใจของนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก
       
        “ที่ผ่านมาคนมักจะมองเป็นเมืองผ่าน งาน 222 ปี สกลทวาปีฯ จึงเป็นการเปิดสถานที่ท่องเที่ยวในสกลนครให้คนรู้จักเมืองนี้มากขึ้น โดยในอนาคตอาจจะมีการจัดเทศกาลท่องเที่ยวสกลนครตลอดทั้งปี ซึ่งจะเป็นการชูกิจกรรมเด่นๆในแต่ละเดือน”

 
        ผอ.กิตติกา กล่าวต่อว่า การจัดงานครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยเชื่อมโยงจังหวัดสกลนคร นครพนม มุกดาหาร และกาฬสินธุ์ รวมเรียกว่าเส้นทางอีสาน “สนุก”อันมีที่มาจากพยัญชนะและสระตัวแรกของทั้ง 4 จังหวัดตามลำดับ ("ส" มาจาก สกลนคร "น" มาจาก นครพนม สระ "อุ" มาจาก มุกดาหาร และ "ก" มาจาก กาฬสินธุ์)
       
        สำหรับงาน “สองร้อยซาวสองปี สกลทวาปีศรีอีสาน” กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 ณ บริเวณ วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร อ.เมืองสกลนคร จ.สกลนคร โดยมีกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ การจัดกิจกรรมตลาดแลง ย้อนยุคสกลนครในอดีต ที่มีการซื้อและแลกเปลี่ยนสินค้าด้วยเงินโบราณ ณ บริเวณ วัดพระธาตุเชิงชุม (วันที่ 1-3 เวลา 16.00-20.00 น.)

การจัดขบวนแห่เฉลิมฉลองฯ อย่างยิ่งใหญ่ กว่า 50 ขบวน จากบริเวณศูนย์ราชการจังหวัดสกลนครไปยังวัดพระธาตุเชิงชุม อันประกอบไปด้วย ขบวนช้างเจ้าเมือง ขบวนการแสดงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมในรูปแบบดั้งเดิมของชนเผ่าพื้นเมือง 6 เผ่า(วันที่ 2 เวลา 15.00 น. )
       
        การจัดพิธีบวชชีพราหมณ์และปฏิบัติธรรมเจริญศีลภาวนารอบองค์พระธาตุเชิงชุมของพุทธศาสนิกชนจากทั่วทั้งจังหวัดกว่า 2,222 คน (วันที่ 2 เวลา 18.00 น.)
       
        การจัดพิธีทำบุญตักบาตร พระสงฆ์ 222 รูป บริเวณสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์สกลนคร(วันที่ 3 เวลา 6.00 น.)
       
        การจัดนิทรรศการแสดงประวัติความเป็นมาของเมืองสกลทวาปี และการประกวดวาดภาพเมืองสกลนครในอดีต โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร ณ บริเวณลานพระบรมรูป รัชกาลที่ 5 (วันที่ 2-3 )

 
        อนึ่งนอกจากงาน 222 ปี สกลทวาปีศรีอีสานแล้ว ททท.ยังเชิญชวนผู้สนใจท่องเที่ยวในจังหวัดสกลนคร โดยสถานที่ท่องเที่ยวเด่นๆของสกลนครก็มี
       
        วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร เป็นพระธาตุคู่บ้านคู่เมืองของชาวสกลนคร ตามตำนานเชื่อว่าภายในองค์พระธาตุเป็นที่ประทับรอยพระบาทของพระพุทธเจ้า 4 พระองค์ ได้แก่ พระกกุสันธะ พระโกนาคมนะ พระกัสสปะ พระโคตมะ และเป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อองค์แสน อันเป็นที่เคารพบูชาของชาวพุทธในสกลนคร
       
        พิพิธภัณฑ์พระอาจารย์ มั่น ภูริทัตโต ตั้งอยู่ในวัดป่าสุทธาวาส ภายในพิพิธภัณณ์มีรูปหล่อ(เหมือนองค์จริง)ของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ในท่านั่งสมาธิ และมีตู้กระจกบรรจุอัฐิของท่านที่แปรสภาพเป็นแก้วผลึกใสสีขาว
       
        วัดถ้ำอภัยดำรงธรรม หรือ วัดถ้ำพวง เป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์อาจารย์วัน อุตตโม และเป็นวัดหนึ่งเดียวในอีสานที่เป็นที่ตั้งของ สังเวชนียสถาน 4 ตำบล คือ สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนาและปรินิพพาน

 
หลักกิโลเมตรใหญ่ที่สุดในเมืองไทยที่โค้งปิ้งงู
        หนองหาร(หนองหาน) ทะเลสาบน้ำจืด ที่มีชื่อเสียงและกว้างใหญ่มากแห่งหนึ่งของเมืองไทย มีเนื้อที่ประมาณ 123 ตารางกิโลเมตร อำนวยประโยชน์ในด้านประมง เพาะปลูก และเลี้ยงสัตว์ ของชุมชนโดยรอบ ในบริเวณหนองหารมีเกาะต่างๆ กว่า 20 เกาะ เช่น เกาะดอนสวรรค์ เกาะแก้ว เกาะดอนสะคาม นอกจากนี้ยามเย็นที่หนองหารถือเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงามอีกแห่งหนึ่งของเมืองไทย
       
        นอกจากสถานที่ท่องเที่ยวแล้ว สกลนครยังมีประเพณีขึ้นชื่ออย่าง ประเพณีแห่ปราสาทผึ้ง ที่จัดขึ้นเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ในช่วงเทศกาลออกพรรษาของทุกปี ด้วยการทำปราสาทผึ้งเป็นรูปทรงต่างๆและลวดลายพร้อมประดับตกแต่งอย่างสวยงามแห่ไปตามถนนรอบตัวเมือง
       
        และประเพณีแห่ดาวของชาวคริสต์นิกายโรมันคาทอลิคแห่งชุมชนท่าแร่-หนองแสงในช่วงเทศกาลคริสต์มาสของทุกปี ที่ถือว่ามีที่เดียวในโลกคือที่สกลนคร สำหรับประเพณีแห่ดาวจะมีขบวนแห่ดาวคริสต์มาสพร้อมด้วยการแสดงแห่แหนไปในอำเภอท่าแร่ นอกจากนี้ตามบ้านเรือนต่างก็มีการประดับตกแต่งโคมไฟรูปดาวและรูปอื่นๆไว้ที่หน้าบ้านอย่างสวยงาม